รีเซต

ผลการค้นหา “ ㉠ 발기부전치료제 추천 ┬ ♪♪♪♪♪ Cia952.NEt ◀★■★━━━━ ┼ 레비트라 구입사이트 ㅩ 신기환후기 E 성기능개선제구매방법 ㅝ 프릴리지효능 ☈ GHB판매 사이트 ○ 씨알리스20mg 구매방법 ∠ 여성최음제 온라인 판매” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
5 วิธีแก้อาการปวดท้องประจำเดือน เร่งด่วน ทำตามได้ทันที
อ่าน

5 วิธีแก้อาการปวดท้องประจำเดือน เร่งด่วน ทำตามได้ทันที

อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นปัญหาใหญ่ที่กวนใจพวกเราในทุกๆ เดือน บางคนปวดหน่วงๆ พอทนได้ แต่บางคนปวดรุนแรงจนแทบทำกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย คอนเทนต์นี้เราจึงรวบรวม วิธีบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน เร่งด่วนเพื่อช่วยเซฟวันนั้นของเดือนให้กลับมาสดใสอีกครั้ง ใครที่กำลังมองหา วิธีบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน เร่งด่วนแบบทำตามได้ทันที ไม่ต้องนอนทรมานอีกต่อไป รีบตามมาดูเคล็ดลับดีๆ ที่เรานำมาฝากกันเลยค่ะ นอกจากวิธีเบื้องต้นแล้ว การปรับพฤติกรรมและการเลือกทานสิ่งที่มีประโยชน์ก็ช่วยล็อกผลลัพธ์ระยะยาวได้ดีมาก ดังนั้นการรู้วิธีรับมือที่ถูกต้อง ทั้งการดูแลตัวเองจากภายนอกและการฟื้นฟูจากภายใน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราบอกลาอาการปวดท้องเมนส์ได้อย่างยั่งยืนค่ะ ทำไมถึงปวดท้องประจำเดือน? รู้สาเหตุเพื่อแก้ให้ตรงจุด อาการปวดท้องประจำเดือน (Dysmenorrhea) เกิดจากการที่ร่างกายหลั่งสารที่ชื่อว่า โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ออกมามากกว่าปกติ สารนี้จะกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวเพื่อขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาเป็นประจำเดือน ทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นถูกกดทับและขาดออกซิเจนชั่วคราว จนเกิดเป็นอาการปวดหน่วงหรือปวดบิดนั่นเอง 5 วิธีแก้อาการปวดท้องประจำเดือน เร่งด่วน หากอาการปวดเริ่มรุนแรงจนเริ่มกระทบกับชีวิตประจำวัน นี่คือวิธีบรรเทาอาการปวดท้องเมนส์ที่เห็นผลเร็วที่สุดที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ประคบร้อนด้วยกระเป๋าน้ำร้อน: วางกระเป๋าน้ำร้อนบริเวณท้องน้อย ความร้อนจะช่วยคลายกล้ามเนื้อมดลูกที่หดเกร็ง และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำสมุนไพร: หลีกเลี่ยงน้ำเย็น แล้วเปลี่ยนมาดื่มน้ำอุ่น น้ำขิง หรือชาคาโมมายล์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ทานยาแก้ปวดอย่างถูกวิธี: หากเริ่มรู้สึกปวด ให้ทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ทันที ไม่ควรปล่อยให้ปวดรุนแรงแล้วค่อยทาน เพราะยาจะออกฤทธิ์ได้ช้าลง นวดกดจุดวนเบาๆ: ใช้ปลายนิ้วนวดคลึงเป็นวงกลมบริเวณท้องน้อยเบาๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบมดลูก นอนตะแคงตัวงอ (ท่าทารก): การนอนตะแคงแล้วงอเข่าขึ้นมาขนานกับอก เป็นท่าที่ช่วยลดแรงตึงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังได้ดีที่สุด สัญญาณเตือน! ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนที่ต้องไปพบแพทย์ แม้ว่าอาการปวดท้องเมนส์จะเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง แต่ถ้าคุณมีอาการเข้าข่ายข้อดังต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) หรือมดลูกโตได้ ปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ เดือน จนยาแก้ปวดธรรมดาเอาไม่อยู่ มีอาการปวดร้าวลงไปถึงก้นกบ ขา หรือปวดหลังส่วนล่างอย่างรุนแรง ปวดท้องน้อยเฉียบพลันแม้ไม่ได้อยู่ในช่วงมีประจำเดือน มีเลือดประจำเดือนออกมากเกินไป ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ 1-2 ชั่วโมง

เตือนภัย! มิจฉาชีพสร้างเว็บไซต์ปลอมหลอกขายสิทธิ์เข้าเล่นเกม GTA 6 ล่วงหน้า
อ่าน

เตือนภัย! มิจฉาชีพสร้างเว็บไซต์ปลอมหลอกขายสิทธิ์เข้าเล่นเกม GTA 6 ล่วงหน้า

กลายเป็นประเด็น! เมื่อทางเว็บไซต์ malwarebytes.com ได้ออกโรงเตือนเหล่าเกมเมอร์ให้ระวังตัวให้ดี เพราะในตอนนี้ได้มีมิจฉาชีพสร้างเว็บไซต์หลอกลวงขายสิทธิ์พิเศษได้เข้าเล่นเกม Grand Theft Auto VI (GTA 6) แบบ VIP Early Access ก่อนวันวางจำหน่าย เพียงจ่ายเงินไม่กี่ร้อยดอลลาร์ผ่านสกุลเงินคริปโตเคอร์เรนซี โดยให้กรอกยืนยันการชำระเงิน จากนั้นก็ได้เล่นเกมก่อนใคร หากเห็นเว็บไซต์แนว ๆ นี้ บอกเลยว่าอย่าได้หลงเชื่อเด็ดขาด!เว็บไซต์เหล่านี้จะถูกออกแบบมาให้ดูหรูหรา มีสไตล์และให้รู้สึกถึงความเอ็กซ์คลูซีฟ เช่นการออกแบบภาพสไตล์ Vice City ที่แปะโลโก้ GTA 6 และภาพตัวละครที่เจนด้วย AI พร้อมโฆษณาชวนเชื่ออย่าง "VIP Digital Access" หรือ "Exclusive Early Access Preview" แถมเรียกเก็บเงินสูงถึง 250 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,XXX บาท) เพื่อเข้ารับสิทธิ์ และที่สำคัญรับชำระเฉพาะ Bitcoin, USDT หรือ Ethereum เท่านั้นด้วย และหลังจากที่เหยื่อโอนชำระไปเรียบร้อยก็จะได้รับหมายเลขธุรกรรม (Transaction ID) ไปกรอกเพื่อดาวน์โหลดเกม ซึ่งความจริง มันไม่มีเกมจริง ๆ ให้ดาาวน์โหลดเลย เนื่องจาก Grand Theft Auto นั้นเป็นซีรีส์เกมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ดังนั้นการหลอกลวงประเภทนี้จึงเริ่มปรากฏอยู่บนสื่ออินเทอร์เน็ต ด้วยการโฆษณาที่เว็บเหล่านี้มักใช้ก็คือ "ก่อนใคร" "สิทธิ์พิเศษ" หรือ "ปลดล็อกได้ในหนึ่งนาที" ซึ่งคำเหล่านี้มักจะกระตุ้นต่อมความอยากและทำให้เหล่าแฟน ๆ ไม่ทันยั้งคิดและหลงเชื่อ ดังนั้นหากเจอเว็บไซต์แนว ๆ เพื่อน ๆ อย่าได้หลงเชื่อเด็ดขาดนะครับอ้างอิงข้อมูลจากhttps://www.malwarebytes.com

แจกสูตร ขิงช็อต Ginger Shot เครื่องดื่มไวรัลเพื่อสุขภาพ ช่วยลดการอักเสบ
อ่าน

แจกสูตร ขิงช็อต Ginger Shot เครื่องดื่มไวรัลเพื่อสุขภาพ ช่วยลดการอักเสบ

ฮิตมานานและยังฮิตกันไม่เลิก กับขิงช็อต (Ginger Shot) เครื่องดื่มสมุนไพรสกัดเข้มข้นแก้วเล็กๆ ที่เหล่าเซเลบทั่วโลกอย่าง Selena Gomez, Gwyneth Paltrow และ Kourtney Kardashian ดื่มเป็นประจำทุกเช้า นอกจากความสดชื่นตื่นเต็มตาแล้ว ประโยชน์ของขิง ยังส่งผลดีต่อร่างกายของผู้หญิงอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องการกระตุ้นระบบเผาผลาญ และต้านการอักเสบภายใน ใครที่อยากลองทำเองเรามี สูตรขิงช็อตแก้อักเสบ ที่ทำตามได้ง่ายมากมาแจกกันค่ะ พร้อมเจาะลึกสรรพคุณว่า ขิงช็อต ช่วยเรื่องอะไรบ้าง รวมถึงแชร์ วิธีดื่มน้ำขิงอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่ถ้ากลัวความเผ็ดร้อน กลัวทานยาก เราก็มีเทคนิคการดื่มขิงช็อตให้ง่ายขึ้นมาฝากด้วยเช่นกันค่ะ ประโยชน์ของขิง ลดปวดประจำเดือน สารจินเจอรอลช่วยบล็อกสารอักเสบในมดลูก บรรเทาอาการปวดเกร็งประจำเดือนของสาวๆ ได้ดีเยี่ยมและปลอดภัยเทียบเท่ากับการทานยาแก้ปวดแผนปัจจุบัน บูสต์ระบบเผาผลาญ ฤทธิ์ร้อนของขิงช่วยกระตุ้นอุณหภูมิในร่างกาย เร่งการเผาผลาญไขมันสะสม พร้อมช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้เสถียร จึงลดความอยากกินของจุกจิกระหว่างวัน ลดท้องอืด ลดตัวบวม ขิงช่วยขับลมในกระเพาะ เร่งระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆ ที่ช่วยลดอาการตัวบวมน้ำของผู้หญิงช่วงมีประจำเดือนด้วย ชะลอวัย บำรุงผิว ขิงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณสูงมาก ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลายชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งมีออร่าขึ้น แก้คลื่นไส้ แพ้ท้อง ขิงมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะได้อย่างดีเยี่ยม ปลอดภัยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในการดื่มเพื่อลดอาการแพ้ท้องคลื่นไส้ในตอนเช้า ขิงช็อต ช่วยเรื่องอะไร เห็นแก้วเล็กๆ แค่นี้ แต่โดดเด่นด้วยพลังในการต้านการอักเสบ และลดอาการปวดประจำเดือนของผู้หญิงได้ดีเยี่ยม อีกทั้งยังช่วยรีเซ็ตระบบทางเดินอาหาร ขับลม ลดอาการท้องอืดและตัวบวมน้ำได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือความเผ็ดร้อนตามธรรมชาติยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้เบิร์นไขมันได้ดีขึ้น ผสานกับวิตามินซีเข้มข้นที่ช่วยบูสต์ภูมิคุ้มกันและบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งจากภายใน รวมพลังอัดแน่นขนาดนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมขิงช็อตถึงฮิตต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ค่ะ สูตรขิงช็อตแก้อักเสบ วัตถุดิบ (สำหรับ 3-4 ช็อต) ขิงแก่สด 1 ขีด (ประมาณ 2 แง่งใหญ่) มีสารจินเจอรอลต้านการอักเสบ ขมิ้นชันสด 1 แง่งเล็ก (ช่วยเสริมฤทธิ์ลดการอักเสบในร่างกาย) เลม่อนหรือมะนาว 1 ลูก (เพิ่มวิตามินซีและตัดรสเผ็ดร้อน) น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ (ช่วยลดความขมและเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ) พริกไทยดำบด 1 หยิบมือ (สำคัญมาก เพราะสาร Piperine ในพริกไทยดำช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารเคอร์คูมินจากขมิ้นได้ดีขึ้นถึง 2,000%) น้ำสะอาดหรือน้ำมะพร้าว 1/2 ถ้วยตวง (ช่วยให้ปั่นง่ายขึ้น) ขั้นตอนการทำ ล้างขิงและขมิ้นให้สะอาด ใช้ช้อนขูดเปลือกออกเล็กน้อยแล้วหั่นเป็นแว่นหนาๆ นำขิง ขมิ้น น้ำเลม่อน น้ำผึ้ง พริกไทยดำ และน้ำสะอาด ใส่ลงในโถปั่น แล้วเปิดเครื่องปั่นจนส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เทน้ำที่ปั่นได้กรองผ่านผ้าขาวบางหรือกระชอนตาถี่ ใช้ช้อนกดเพื่อคั้นเอาน้ำสกัดเข้มข้นออกมาให้ได้มากที่สุด (หากใช้เครื่องแยกกากก็สามารถข้ามขั้นตอนนี้ได้เลยค่ะ) เทใส่ขวดแก้วที่มีฝาปิดสนิท แช่เย็นเก็บไว้ดื่มได้นาน 3-5 วัน วิธีรับประทานขิงช็อตอย่างปลอดภัย ปริมาณ: ดื่มวันละ 1 ช็อต (ประมาณ 30-50 มิลลิลิตร) ในช่วงเช้าตอนท้องว่างเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญและระบบย่อยอาหาร ข้อควรระวัง: เนื่องจากสูตรนี้มีความเข้มข้นและฤทธิ์ร้อนสูง ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน หรือนิ่วในถุงน้ำดี ควรหลีกเลี่ยง หรือเจือจางด้วยน้ำอุ่นก่อนดื่ม เพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะอาหาร หากทำเสร็จแล้วรู้สึกว่าทานยากเกินไป คุณสามารถเพิ่มผลไม้รสหวานธรรมชาติ เช่น แอปเปิลเขียวหรือเนื้อส้มลงไปปั่นพร้อมกันได้เลยค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ จบบุฟเฟต์ไม่ต้องกลัวตัวบวม! รวม 5 เครื่องดื่มสมุนไพรลดโซเดียม กู้ร่างพังให้กลับมาเพรียว 5 ผลไม้ช่วยลดอาการบวมน้ำ ขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย ลดอึดอัด ลดตัวบวม 7 ผลไม้ ขับโซเดียมส่วนเกิน ลดอาการบวมน้ำ ลดอ้วน !

9 เซรั่ม ดูแลริ้วรอยแห่งวัย ยี่ห้อไหนดี 2026 ผิวไม่กระชับ มีริ้วรอย ต้องลอง !!
อ่าน

9 เซรั่ม ดูแลริ้วรอยแห่งวัย ยี่ห้อไหนดี 2026 ผิวไม่กระชับ มีริ้วรอย ต้องลอง !!

ริ้วรอยเริ่มถามหา จะเลือกใช้ เซรั่ม ดูแลริ้วรอยแห่งวัย ยี่ห้อไหนดี นะ! เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น สาวๆมักจะพบเจอกับปัญหาผิวต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะปัญหาริ้วรอยแห่งวัย ดังนั้น เซรั่ม สำหรับดูแลผิวมีริ้วรอย จึงถือเป็นสกินแคร์ที่สาวๆ ควรจะเริ่มใช้ เพื่อไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัย หรือหากผิวเริ่มมีริ้วรอยบ้างแล้ว ตัวเซรั่มก็จะเข้าไปช่วยบำรุงให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัยได้ค่ะ ไม่อยากมีผิวร่วงโรยเหี่ยวย่นต้องรีบบำรุงนะคะ !! เซรั่ม สำหรับคนมีริ้วรอย ยี่ห้อไหนดี 2026 1. SK-II R.N.A Power Radical New Age Essence เซรั่มดูแลริ้วรอยจากแบรนด์ SK-II ตัวนี้มีโปรตีนถั่วเหลืองสกัดและโปรตีนยีสต์สกัด สูตรเฉพาะของแบรนด์ มาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เมื่อผิวชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน ก็จะไม่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายนั่นเองค่ะ อีกทั้งยังมีสารสกัดจากถั่วโลคัสต์ มาช่วยทำให้ผิวแลดูเรียบเนียนขึ้น พร้อมด้วย PALMITOYL PENTAPEPTIDE-4 ที่มาช่วยดูแลเรื่องริ้วรอยขนาดเล็กได้ดี เซรั่มตัวนี้ถือเป็นสูตรเข้มข้นที่ช่วยบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก โดยเฉพาะผิวที่มีริ้วรอยค่ะ ราคาประมาณ 5,990 บาทขนาด 50 ml 2. L'Occitane Immortelle Divine Serum Extract เซรั่มสำหรับคนมีริ้วรอย L'Occitane ตัวนี้ซึมซาบสู่ผิวได้ดีค่ะ แถมยังเป็นสูตรเข้มข้นที่เข้ามาช่วยจัดการเรื่องผิวไม่กระชับผได้ดี ให้ผิวแลดูเต่งตึง อ่อนกว่าวัย แม้แต่ริ้วรอยบนใบหน้า ตัวนี้ก็ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างน่าพอใจเลยล่ะค่ะ ซึ่งจุดเด่นของตัวเซรั่มคือเมื่อเราทาลงไปบนผิวแล้ว จะรู้สึกเหมือนน้ำค้างยามเช้าของเกาะคอร์ซิก้าร์เลยล่ะ นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวเรียบเนียนและเปล่งประกายขึ้นอีกด้วย ราคาประมาณ 4,950 บาทขนาด 30 ml 3. Eucerin Hyaluron (HD) Radiance-Lift Filler 3D Serum เซรั่มสำหรับคนมีริ้วรอยตัวท็อปจากแบรนด์ Eucerin ที่ผสานคุณค่าจากสารทรงพลัง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นไทอามิดอล (Thiamidol) ที่มาช่วยเรื่องฝ้า และจุดด่างดำตามวัย, อาร์คทิอิน (Arctiin) ที่มาช่วยฟื้นบำรุงให้ผิวดูยืดหยุ่นขึ้น รวมถึงยังมีไฮยาลูรอน (Hyaluron) ที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่มาช่วยเรื่องริ้วรอยตื้น และมีโมเลกุลขนาดเล็กที่มาช่วยริ้วรอยลึกได้นั่นเอง เรียกว่าดูแลทั้งเรื่องผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย ฝ้า และจุดด่างดำตามวัยได้ครบในขวดเดียว เหมาะสำหรับสาวๆวัย 40+ สุดๆ ไปเลยล่ะค่ะ ซึ่งใครที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายก็สามารถใช้ได้นะคะ เรียกได้ว่าใช้ได้ทุกสภาพผิวเลย ตัวนี้ต้องลองจริงๆ ค่ะ ราคา 3,300 บาทขนาด 30 ml 4. PROX by Olay Dermatological Intensive Wrinkle Fading Serum ใครที่มีริ้วรอยหรือร่องลึกที่แก้ยาก เซรั่มเวชสำอางอย่าง ProX by Olay ตัวนี้ เรียกได้ว่าสามารถเข้าไปจัดการกับปัญหาริ้วรอยและร่องลึกได้ตั้งแต่ที่ต้นเหตุเลย ซึ่งตัวเซรั่มมีส่วนผสม Pro-Retinol Complex ของ ProX ที่ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า Pro-Retinol ทั่วไปถึง 1.4 เท่าเลยทีเดียว ที่สำคัญตัวเซรั่มยังได้ถูกคิดค้นและรับรองโดยแพทย์ผิวหนัง แถมยังได้รับการแนะนำจากแพทย์ผิวหนังกว่า 1,000 คน และผ่านการวิจัยในระดับ Genomics มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปีอีกด้วย ดังนั้นเมื่อใช้เซรั่มตัวนี้จึงถือเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั่นเองค่ะ เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น ริ้วรอยแห่งวัยเริ่มถามหา เซรั่มจาก ProX by Olay ตัวนี้ถือเป็นอีกตัวแนะนำเลย! ราคาประมาณ 2,199 บาทขนาด 30 ml 5. Estee Lauder Perfectionist Pro Rapid Firm + Lift Treatment เซรั่มริ้วรอยจากแบรนด์ฮิตที่สาวๆ สายบิวตี้หลงรัก Estee Lauder ตัวนี้ มีส่วนผสมของ AHAs ที่อ่อนโยน ใช้แล้วจะช่วยให้ผิวแลดูกระชับขึ้น เส้นริ้วหรือร่องลึกก็แลดูจางลง ด้วยส่วนผสมเข้มข้นจากเปปไทด์สูตรเฉพาะของแบรนด์ Acetyl Hexapeptide-8 นั่นเอง นอกจากนั้นยังช่วยทำให้ผิวเปล่งประกาย เรียบเนียน และนุ่นนวลขึ้นได้อีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเด็ดที่แนะนำเลยล่ะค่ะ ราคาประมาณ 5,100 บาทขนาด 50 ml 6. Kiehl's Hydro-Plumping Retexturizing Serum Concentrate เซรั่ม Kiehl's ตัวนี้มีส่วนผสมของกลีเซอรินจากพืช มาช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว มีสารสกัดจากใบชิโสะมาช่วยตรึงความชุ่มชื้นไว้ ไม่ให้ผิวแห้งขาดน้ำ เมื่อผิวชุ่มชื้นไม่แห้งกร้านแล้ว ก็จะเกิดริ้วรอยได้ยากนั่นเองค่ะ ถือเป็นเซรั่มแนะนำสำหรับผิวมีอายุที่เริ่มร่วงโรย มีริ้วรอย และสูญเสียความชุ่มชื้นเลยล่ะค่ะ ราคาประมาณ 2,690 บาทขนาด 50 ml 7. AHC The Aesthe Youth Serum เซรั่มจากแบรนด์เกาหลี AHC ตัวนี้ก็เป็นอีกตัวแนะนำ และราคาก็เข้าถึงได้ ซึ่งตัวนี้จะเข้ามาช่วยฟื้นบำรุงผิวที่แห้งหยาบกร้าน จนเกิดเป็นริ้วรอย ให้แลดูชุ่มชื้น ไร้ริ้วรอย ด้วยนวัตกรรม Youth Complex สูตรเฉพาะของแบรนด์ที่มีกรดอะมิโน 17 ชนิด มาช่วยปลอบประโลมผิว พร้อมด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากสาหร่าย ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ มาช่วยทำให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัย แถมยังมีส่วนผสมของน้ำที่ผ่านการกรองมาเป็นพิเศษ มาช่วยคืนความสมดุลให้ผิว รวมถึงยังมีสารสกัดธรรมชาติจากส่วนหัวของดอกนาร์ซิสซัสทาเซ็ตต้า มาช่วยทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นด้วยค่ะ ราคาประมาณ 1,150 บาทขนาด 30 ml 8. Biossance Squalane + Phyto Retinol Serum เซรั่มจากแบรนด์ Biossance แบรนด์นี้ก็เป็นอีกแบรนด์ที่ใช้แล้วดีสุดๆค่ะ ฮิตมากๆในหมู่บล็อกเกอร์ต่างประเทศ แม้ในไทยอาจจะหาซื้อยาก แต่อยากให้ลองจริงๆค่ะ ซึ่งจุดเด่นของเซรั่มตัวนี้คือเป็นเซรั่มที่มีส่วนผสมของบากูชิล (Bakuchiol) หรือเรตินอลธรรมชาตินั่นเองค่ะ ซึ่งเรตินอลถือเป็นส่วนผสมเด็ดในสกินแคร์ที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องริ้วรอยแห่งวัย ให้ผิวเรียบเนียน แลดูกระชับขึ้นได้ดีสุดๆ แต่ฤทธิ์ของมันอาจจะแรงไปสักนิดสำหรับสาวๆที่มีผิวบอบบาง ดังนั้นบากูชิลซึ่งสกัดจากพืช และออกฤทธิ์ได้เหมือนๆกัน จึงดีต่อผิวกว่ามากค่ะ ราคาประมาณ 2,240 บาทขนาด 30 ml 9. La Prairie Anti-Aging Rapid Response Booster เซรั่มจากแบรนด์สุดปัง La Prairie ตัวนี้แม้ว่าราคาจะดูโหด แต่ถือเป็นเซรั่มที่ใช้แล้วดีสมราคาจริงๆค่ะ ใครที่กระเป๋าหนักหน่อยต้องลองเลย! ตัวนี้จะเป็นเนื้อเจล ที่มีส่วนผสมของสาร นิวโร คาล์มมิ่ง เป็ปไทด์ มาช่วยปกป้องผิวไม่ให้แห้งกร้าน ช่วยดูแลปัญหาริ้วรอยและร่องลึก มีสารสกัดจากแพลงตอน มาช่วยเสริมการผลัดเซลล์ผิว เผยผิวใหม่ที่แลดูสุขภาพดี มีสารสกัดจากพืชทั้ง 5 ชนิด เช่น ซิลเวอร์ ไวน์ มาช่วยในเรื่องของความกระจ่างใส รวมถึงยังมีส่วนผสมสูตรเฉพาะของแบรนด์ที่เข้ามาช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัย ฟื้นฟูให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัยได้ดีเลยล่ะค่ะ ราคาประมาณ 11,550 บาทขนาด 50 ml บทความที่คุณอาจสนใจ 6 อายครีมแนะนำ ช่วยต้านริ้วรอยแห่งวัย ครีมใต้ตาใช้แล้วดี ผิวกระชับ ไม่เหี่ยวย่น แนะนำ 10 เซรั่มบำรุงผิวหน้าให้ดูขาว ชุ่มชื้น เนียนใส ไร้รอยสิวและริ้วรอย 6 เซรั่มไฮยาลูรอน แก้ปัญหาผิวแห้งขาดน้ำ คืนความชุ่มชื้น นุ่มฟู ดูอิ่มน้ำ ไร้ริ้วรอย!

7 วิธีลดระดับกรดยูริกและไขมันในเลือด ปรับพฤติกรรมง่ายๆ ให้สุขภาพดีขึ้นทันตา
อ่าน

7 วิธีลดระดับกรดยูริกและไขมันในเลือด ปรับพฤติกรรมง่ายๆ ให้สุขภาพดีขึ้นทันตา

ปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่หลายคนมักเจอพร้อมกันตอนตรวจสุขภาพประจำปีคงหนีไม่พ้นเรื่อง กรดยูริกสูง และภาวะ ไขมันในเลือดสูง ซึ่งถ้าปล่อยไว้เฉลี่ยยาวๆ นอกจากจะเสี่ยงโรคเกาต์แล้ว ยังแถมแพ็กเกจโรคหลอดเลือดหัวใจมาให้กังวลใจอีกด้วย การรู้วิธี ลดระดับกรดยูริกและไขมันในเลือด จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูระบบเผาผลาญและลดการอักเสบภายในร่างกายให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันถือเป็น วิธีลดกรดยูริกและคอเลสเตอรอลด้วยตัวเอง ที่ยั่งยืนและเห็นผลชัดเจนที่สุด โดยไม่ต้องพึ่งพายาเพียงอย่างเดียวเสมอไป การเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงพร้อมกับการคุมปริมาณน้ำตาลและพิวรีน จะช่วยให้ร่างกายขับของเสียได้ดีขึ้น วันนี้เราเลยรวบรวม 7 เทคนิคง่ายๆ ที่ทำตามได้จริงมาฝากกันค่ะ 7 วิธีลดระดับกรดยูริกและไขมันในเลือด แบบได้ผลจริง 1. เลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูงและไขมันอิ่มตัว หัวใจหลักของการลดกรดยูริกคือการเลี่ยงเครื่องในสัตว์ ยอดผักบางชนิด และอาหารทะเลบางประเภท ส่วนการลดไขมันควรเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันและกะทิ เพื่อป้องกันการสะสมของคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด 2. งดน้ำหวานและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) คือตัวร้ายที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างกรดยูริกมากขึ้น และยังเปลี่ยนเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์สะสมในร่างกาย การลดชาไข่มุกหรือน้ำอัดลมจะช่วยลดค่าเลือดทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน 3. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ (2-3 ลิตรต่อวัน) น้ำคือตัวช่วยขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะที่ดีที่สุด และยังช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้คล่องตัวขึ้น ลดความหนืดของเลือดที่มีไขมันสูง 4. เน้นทานโปรตีนจากพืชและไขมันดี เปลี่ยนจากเนื้อแดงมาเป็นเต้าหู้ ไข่ หรือนมไขมันต่ำ และเลือกใช้ไขมันดี (HDL) อย่างน้ำมันมะกอกหรืออะโวคาโด ซึ่งช่วยลดการอักเสบและช่วยกำจัดไขมันเลว (LDL) ออกจากร่างกาย 5. รับประทานผักใบเขียวและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง วิตามินซีมีส่วนช่วยให้ไตขับกรดยูริกได้ดีขึ้น ส่วนกากใยจากผักจะช่วยดักจับไขมันในระบบทางเดินอาหารก่อนที่จะซึมเข้าสู่กระแสเลือด 6. ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออย่างสม่ำเสมอ การเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ หรือว่ายน้ำ ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันสะสมและลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หักโหมเกินไปในช่วงที่กรดยูริกสูงจัด เพราะอาจกระตุ้นให้ปวดข้อได้ 7. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ภาวะน้ำหนักเกินสัมพันธ์โดยตรงกับระดับกรดยูริกและไขมันที่สูงขึ้น การลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยาก แค่เริ่มจากการปรับเมนูอาหารและดื่มน้ำให้มากขึ้น หากทำตาม 7 วิธีนี้อย่างต่อเนื่อง ผลตรวจเลือดรอบหน้าค่ากรดยูริกและไขมันอาจลดลงจนคุณหมอชมค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ ผักผลไม้ที่ควรกิน-ไม่ควรกิน สำหรับผู้ป่วย 6 โรคฮิต เบาหวาน ความดัน ไขมัน ไต เก๊าท์ ไทรอยด์ 5 วิธีลดไขมันในเลือดด้วยตัวเอง ไม่ต้องกินยา บอกลาไขมันร้ายง่ายๆ

7 ครีมซองกระชับรูขุมขน ในเซเว่น 2026 หน้าเนียน ผิวละเอียด บอกลารูขุมขนกว้าง
อ่าน

7 ครีมซองกระชับรูขุมขน ในเซเว่น 2026 หน้าเนียน ผิวละเอียด บอกลารูขุมขนกว้าง

รูขุมขนกว้าง จนทำให้ผิวหน้าดูไม่เนียน ไม่กระชับ มาจัดการด้วยครีมซองกระชับรูขุมขน ใน 7-11กันดีกว่า! จ่ายไม่ถึง 50 บาท ก็ช่วยให้มีผิวเนียนสวยกระชับได้เหมือนกันนะเออ เพราะมีครีมซองใน 7-11 หลายตัวเลยค่ะ ที่ช่วยเรื่องกระชับรูขุมขน หากใครที่ยังไม่อยากเสียเงินแพงๆ ไปเลเซอร์ แต่อยากให้ผิวเนียนละเอียดขึ้น แนะนำให้ไปหา ครีมซอง 7 ตัวนี้มาใช้กันก่อนเลยค่า ใช้แล้วบอกลารูขุมขนกว้างไปได้เลย! ครีมซองกระชับรูขุมขน ในเซเว่น ยี่ห้อไหนดี 2026 1. Smooto Egg Collagen White Serum สำหรับครีมซองแบรนด์นี้เชื่อว่าหลายๆ คนรู้จักกันดีค่ะ ซึ่งนอกจากตัวว่านหางและมะเขือเทศตัวดังของเค้าแล้ว ก็ยังมีตัวนี้อีกตัวค่ะที่ดีงามไม่แพ้กัน โดยครีมซองตัวนี้จะอัดแน่นไปด้วยสารสกัดนานาชนิดจากไข่แดง, อาร์บูติน, คอลลาเจน, วิตามิน A B C และ E ซึ่งช่วยกระชับรูขุมขน ลดความมันบนใบหน้าที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว และช่วยลดจุดด่างดำได้ด้วย ถ้าใช้เป็นประจำล่ะก็ ผิวจะละเอียด กระจ่างใสขึ้น และผิวเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่า ปริมาณ 10 g. ราคา 39 บาท 2. Rojukiss Perfect Poreless Serum ตัวนี้ก็เป็นเซรั่มตัวดังของแบรนด์ Rojukiss เค้าเลยค่ะ เป็นเซรั่มที่ช่วยจัดการปัญหารูขุมขนกว้างโดยเฉพาะเลย! ซึ่งใครที่มีปัญหาผิวมัน บีบสิว ปัดแก้ม หรือเช็ดหน้าแรงๆ เป็นประจำจนรูขุมขนกว้าง เซรั่มตัวนี้จะช่วยกำจัดไขมันที่อุดตันในรูขุมขน ทำให้รูขุมขนกระชับขึ้น ช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวเรียบเนียน ละเอียดขึ้น รูขุมขนเล็กลง และแต่งหน้าง่ายติดทนนานขึ้นด้วย! ปริมาณ 6 ml. ราคา 39 บาท 3. Best Korea Poreless White Gluta Booster Serum ใครที่อยากได้เซรั่มที่ช่วยให้ผิวขาวใส แถมรูขุมขนกระชับด้วย ก็ต้องตัวนี้เลยค่า เพราะเค้าเป็นครีมซองมีส่วนผสมของกลูต้าที่อัดแน่นมาถึง 50 เท่า ซึ่งจะช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส จุดด่างดำ รอยต่างๆ ลดลง แถมยังมีสารสกัดจากวิซ ฮาเซล และเปลือกต้นวิลโลว์ ที่มีจุดเด่นในเรื่องของการกระชับรูขุมขน ใช้แล้วรูขุมขนดูเล็กลง และหน้าใสขึ้นแน่นอน! ปริมาณ 10 ml. ราคา 49 บาท 4. Royal Beauty Gluta Collagen White Serum สำหรับเซรั่มตัวนี้ก็เป็นเซรั่ม 2 in 1 เช่นกันนะจ๊ะ โดยมีส่วนผสมเข้มข้นอย่างกลูต้าไธโอนและคอลลาเจน จัดเต็มมาในซองเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของเห็ดยุโรปตะวันออก ที่ช่วยลดความมัน ช่วยกระชับรูขุมขนและระงับเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงสารสกัดจากต้นวิซ ฮาเซล ที่ช่วยจัดการเรื่องรูขุมขนกว้าง ช่วยกระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวหน้าตึงกระชับเช่นกัน! ปริมาณ 10 g. ราคา 39 บาท 5. PhD Advanced Acne Pore-Tightening Cream ครีมซองจาก PhD เรียกว่าเป็นครีมซองที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการเลเซอร์นั่นเองค่ะ ฉะนั้นใช้แล้วจะรู้สึกว่ารูขุมขนกระชับขึ้นเหมือนเลเซอร์มานั่นเอง! ซึ่งตัวนี้เค้าไม่เพียงช่วยให้รูขุมขนดูเล็กกระชับ ผิวเนียนละเอียดขึ้นเท่านั้นนะคะ แต่เค้ายังมีเทคโนโลยี Extra Bee Venom ซึ่งเป็นเหล็กในของผึ้งนับพันเส้น ที่จะมาจัดการเรื่องสิว ช่วยให้สิวแห้งเร็ว ลดการเกิดสิวใหม่และสิวเกิดซ้ำได้อีกด้วย ปริมาณ 5 ml. ราคา 79 บาท 6. Jula's Herb Mango Yogurt Booster Serum เป็นครีมซองที่ฟังแล้วน่ากินไม่น้อยเลยล่ะค่าา สำหรับครีมซองมะม่วงโยเกิร์ตตัวนี้ ซึ่งนอกจากส่วนผสมอย่างมะม่วงที่มีในเซรั่มตัวนี้แล้ว ส่วนผสมอื่นๆ อย่างโยเกิร์ตก็ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยกระชับรูขุมขนที่กว้างให้เล็กลงได้ดีค่ะ ทั้งยังมี Micro Collagen ที่สกัดจากโปรตีนจากปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งช่วยยกกระชับผิว ช่วยให้ผิวนุ่มและเรียบเนียนเหมือนผิวเด็กเลยล่ะ! ปริมาณ 8 g. ราคา 39 บาท 7. JENNY SWEET Vita Essential Brightening Anti-Wrinkle สำหรับครีมซองตัวนี้เรียกว่ามาแบบ 4 in 1 กันเลยค่า เพราะเค้ามีทั้งส่วนผสมของ Adenosine ที่ช่วยให้ผิวตึงกระชับขึ้น มี Sodium Hyaluronate ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวและผิวหน้าชุ่มชื้นขึ้น มีสารสกัดจากเมือกหอยทาก ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ช่วยให้ริ้วรอยจางลง และยังมี Niacinamide หรือวิตามินบี 3 ที่มีช่วยต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุความหมองคล้ำบนใบหน้าอีกด้วยค่า ปริมาณ 10 g. ราคา 35 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ 8 ครีมซองเซเว่น สูตรหน้านุ่ม ชุ่มชื่น หน้าใสง่ายๆ จ่ายไม่ถึง 50 บาท! รวมครีมซอง ช่วยลดสิว รักษาสิวในเซเว่น ราคาถูก หยุดสิวได้ทุกเม็ด!

SOLVEGROUP ชูแนวคิด Preventive Health เมื่อการดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่การรักษา
อ่าน

SOLVEGROUP ชูแนวคิด Preventive Health เมื่อการดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่การรักษา

ในยุคที่ผู้หญิงสมัยใหม่ใส่ใจสุขภาพอย่างรอบด้านมากขึ้น SOLVEGROUP (โซล์ฟ กรุ๊ป) แบรนด์อาหารเสริมเชิงฟังก์ชันสัญชาติไทย ที่พัฒนาด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้จริง ก่อตั้งโดย คุณหมอเอิง พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ล่าสุดSOLVEGROUPประกาศก้าวเข้าสู่ปีที่7ของการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคง เผยความสำเร็จด้วยยอดขายทะลุ100ล้านบาทในปี2568พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่SOLVE Omega-3ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบPreventive Healthยกระดับการดูแลสุขภาพของผู้หญิงยุคใหม่แบบเต็มที่ มุ่งสร้างความเข้าใจเรื่อง การดูแลสุขภาพที่แท้จริง ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ ผ่านผลิตภัณฑ์และองค์ความรู้ที่ส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาวะที่ยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอก เพราะการดูแลสุขภาพให้อยู่ใน Optimal levelช่วยเสริมสุขภาวะที่ดีของร่างกาย ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว จุดกำเนิดของ SOLVEGROUP (โซล์ฟ กรุ๊ป)เริ่มต้นจากปัญหาด้านสุขภาพของตัวเองที่เผชิญภาวะผมบางจากความเครียด ทำธุรกิจด้วยการตั้งต้นจากปัญหาของผู้บริโภคด้วยส่วนผสมคุณภาพมีงานวิจัยรองรับ จากความมุ่งมั่นนี้ได้กลายเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญต่อยอดไปสู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในมิติของPreventive HealthและLongevityทั้งนี้พญ.อังศ์วรากล่าวว่าจากการมองว่าความชราและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คือ "กรรมพันธุ์" ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในความเป็นจริง งานวิจัยด้านEpigeneticsพบว่าพันธุกรรมมีส่วนเพียง ร้อยละ20-30เท่านั้น อีกร้อยละ70-80ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต และสิ่งแวดล้อม นี่คือหัวใจของPreventive Healthหรือการดูแลร่างกายตั้งแต่ก่อนเกิดโรค ดังนั้น ความชรา และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สามารดูแลใส่ใจปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เมื่อโภชนาการและสารอาหารของเราอยู่ในระดับOptimalร่างกายจะพร้อมสำหรับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ หรือMicro Inflammationจะช่วยเสริมสร้างสมดุลที่ดีให้กับร่างกายในระยะยาว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของLongevityและการชะลอวัยจากภายใน" วัย 35+ เป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน สัญญาณเตือนไม่ได้มาแค่ในรูปแบบของริ้วรอยตื้นๆ หรือริ้วรอยหางตา แต่ยังรวมถึงความเหนื่อยล้าสะสม พลังงานและกล้ามเนื้อที่ลดลง คุณภาพการนอนที่ไม่เหมือนเดิม ไลฟ์สไตล์แบบ Work Hard, Play Hard อดนอน รับประทานอาหารตามใจปาก แล้วหวังว่าตื่นมาทุกอย่างจะรีเซ็ตกลับไปสดใสเหมือนตอนอายุ 20 ต้นๆ นั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป วัย 35 อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราไม่สามารถพึ่งพาแค่ "สกินแคร์" หรือ "การเข้าคลินิกความงาม" เพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุได้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถึงเวลาที่เราต้องหันมาโฟกัสที่ "อายุชีวภาพ" (Biological Age) หรือ ความสมบูรณ์ของสุขภาพจากภายใน โอกาสนี้ หมอเอิงจะมาเผยถึงวิธีการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเพื่อช่วยให้ผู้หญิงวัย 35+ สามารถรักษาสมดุลของร่างกาย ให้ยังคงความสดใส สุขภาพดี และมีพลังงานที่เต็มเปี่ยมในทุกๆ วัน มุมมองของผู้หญิงยุคใหม่ที่ไม่ได้ต้องการเพียง ดูเด็ก ในระยะสั้น แต่ต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวว่า ผู้หญิงจำนวนมากอาจไม่อยากแก่และอยากดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการมองภาพของตัวเองในอนาคต เช่น เมื่ออายุ 60 ปี เรายังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างกระฉับกระเฉง มีสมดุลร่างกายที่ดี มีความคล่องตัว ยังมีพลังงานในการใช้ชีวิต และสำหรับตัวเองแล้ว การดูแลสุขภาพในวันนี้ไม่ใช่การหวังผลในระยะสั้น แต่เป็น การลงทุนเพื่อสุขภาพในอีก 30 ปีข้างหน้า การดูแลตัวเองอันดับแรกที่ควรให้ความสำคัญคือ การนอนหลับร่างกายมนุษย์ไม่ได้มีแค่โหมดตื่นเพื่อใช้ชีวิต และโหมดนอนหลับคือการปิดสวิชต์อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ช่วงเวลาที่เราหลับ คืออีกโหมดนึงของร่างกายคือ "ช่วงเวลาสำคัญในการฟื้นบำรุงและดูแลระบบภายในให้สมดุล" เมื่อเราอายุ35+ประสิทธิภาพของสมองและความจำมักถูกพูดถึงมากขึ้น หากเรามีคุณภาพการนอนหลับที่ดี ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone)ออกมาฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอ จัดระเบียบความจำ สนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลฮอร์โมนที่ส่งผลโดยตรงต่อความสดใสของผิวพรรณ หากการนอนไม่มีคุณภาพ อาจสะท้อนออกมา เป็นการคิดที่ไม่เฉียบคม สมาธิลดลง หิวอยู่ตลอดเวลา หรือ ความหมองคล้ำและคุณภาพผิวที่ลดลง คุณหมอเอิง ระบุว่า การนอนไม่ดีอาจเกิดจากหลายปัจจัยที่แตกต่างกันไปตามช่วงวัย และการใช้ยานอนหลับไม่ได้เป็นการรักษาหลัก เป็นเพียงการรักษาเสริมเท่านั้น สิ่งสำคัญจริง ๆ คือการปรับไลฟ์สไตล์ และ Sleep Hygiene หรือสุขอนามัยการนอน เช่น การผ่อนคลายความเครียดก่อนเข้านอน การลดสิ่งกระตุ้นอย่างหน้าจอมือถือ รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ทั้งอุณหภูมิห้อง ความเงียบ และการปิดแสงไฟ อีกประเด็นที่มีผลอย่างมากต่อคุณภาพการนอนคือ แสงธรรมชาติ เพราะสมองของมนุษย์ใช้ความเข้มของแสงเป็นตัวกำหนดจังหวะนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) การออกไปรับแสงแดดในช่วงเช้าเพียง 1015 นาที จะช่วยส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ว่านี่คือช่วงเวลากลางวัน และเมื่อถึงเวลาค่ำที่ความเข้มของแสงลดลง สมองจะเริ่มกระบวนการหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับโดยอัตโนมัติ ในผู้สูงอายุ ปัญหาการนอนมักเกี่ยวข้องกับการลดลงของฮอร์โมน เมลาโทนิน ตามวัย แต่สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าผู้สูงอายุต้องการการนอนน้อยลง ทั้งที่ในความเป็นจริงความต้องการการนอนแทบไม่ต่างจากวัยทำงาน เพียงแต่ไลฟ์สไตล์ที่อยู่ในห้อง เปิดไฟ หรือดูโทรทัศน์ตลอดเวลา ทำให้ร่างกายสับสนว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน รวมถึงการงีบหลับในเวลากลางวันมากเกินไป ซึ่งเปรียบเสมือนการ ทอนเหรียญการนอน ออกไป จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลากลางคืน สิ่งสำคัญประการต่อมาคือ อาหาร หมอเอิงแนะนำกฎง่ายๆ และทำได้จริงคือ "ผักครึ่งหนึ่ง โปรตีนครึ่งหนึ่ง และคาร์โบไฮเดรตและไขมันในปริมาณที่เหมาะสม"เมื่ออายุเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อเราจะเริ่มลดลง ส่งผลต่อระบบเผาผลาญ การปรับเรื่องอาหารในวัยนี้ร่วมกับการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง จะช่วยให้ดูแลรูปร่างและน้ำหนักตัวได้ดี การเน้นทานไฟเบอร์จากผักและผลไม้จะช่วยดูแลการทำงานของระบบย่อยอาหาร ซึ่งลำไส้ที่ดีย่อมส่งผลต่อความสดใสของผิวพรรณ ในขณะที่ "โปรตีน" คือโครงสร้างสำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและผิวหนัง หากร่างกายได้รับโปรตีนและน้ำสะอาดเพียงพอนอกจากน้ำหนักตัวจะคงที่แล้ว ผิวจะแลดูสดใสขึ้นจากภายในอีกด้วย ความอ่อนเยาว์ที่สมบูรณ์แบบไม่ได้หยุดอยู่แค่งานผิวเท่านั้น ผู้หญิงหลายคนมักเผลอมองข้ามไปคือ เส้นผมเป็นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนภาพลักษณ์ มากกว่าที่เราคิด เรามักทุ่มเทเวลาดูแลผิวหน้าจนลืมไปว่า หนังศีรษะและเส้นผมก็แก่ลงได้เช่นกันและในขณะที่ผิวหน้าสามารถพึ่งพาเลเซอร์หรือเครื่องมือยกกระชับเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ได้ในเวลาอันสั้น แต่สำหรับเส้นผม หากปล่อยให้บาง หลุดร่วง หรือรูขุมขนฝ่อไปแล้ว การฟื้นฟูให้กลับมาหนาดกดำด้วยทรีตเมนต์เพียงครั้งสองครั้งนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้น การดูแลเส้นผมในวัย35+เริ่มจากภายในด้วยการเสริมโภชนาการโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงแสงแดด และลดความเครียด จะช่วยทำให้เส้นผมและหนังศีรษะแข็งแรง พร้อมทั้งช่วยดูแลสมดุลของรูขุมขนบนหนังศีรษะได้ นอกจากการดูแลตัวเองด้วยการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ออกกำลังกาย ลดความเครียด ดูแลเรื่องการนอนแล้วการเติมสารอาหารเสริม (Supplements) ที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ จะช่วยเติมเต็มช่องโหว่ที่อาหารมื้อปกติให้ไม่เพียงพอ (หมายเหตุ: การทานวิตามินควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) หนึ่งในกลไกสำคัญของการดูแลและลดปัจจัยภาวะขาดสมดุลของร่างกาย คือ การลดสิ่งตกค้างที่คอยรบกวนระบบร่างกายเหล่านี้ ซึ่ง Omega-3 (โอเมก้า3)จะทำหน้าที่เสมือน คานดุล ของระบบไขมันในร่างกาย ระหว่างไขมันกลุ่มที่กระตุ้นมลภาวะภายในที่สะสมอย่างOmega-6และไขมันมีส่วนช่วยดูแลสมดุลของร่างกายคือโอเมก้า-3เรียกว่าเป็นตัวช่วยกลไกการฟื้นบำรุงร่างกายจากภายใน ที่เริ่มต้นดูแลตั้งแต่ระบบพื้นฐานของสุขภาพโดยรวม Omega-3 (โอเมก้า 3) ประกอบด้วย EPA และ DHA สำหรับวัยทำงานแนะนำให้เน้นสัดส่วนของ EPA ที่ช่วยดูแลสมดุลภายใน (ในขณะที่ DHA จะเด่นเรื่องบำรุงสมอง) ปัจจุบันคนเรามักได้รับ Omega-6 จากอาหารทอดมากเกินไปจนร่างกายเสียสมดุล การเติม Omega-3 จากปลาทะเลที่มีไขมันสูง ที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนสูง จึงเป็นการปรับสมดุลให้สัดส่วนของ Omega-6: Omega-3 ใกล้เคียง 4:1 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เราต้องการ ช่วยบำรุงสมองและฟื้นบำรุงความสมบูรณ์ของสุขภาพจากภายในร่างกายด้วย คุณหมอเอิงกล่าว ในด้านผิวพรรณและความงามการดูแลผิวในปัจจุบัน ไม่ได้ดูแลเพียงความสวยงามภายนอก แต่เริ่มจากภายใน ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ คือฝันร้ายของผู้หญิงไทยกว่าร้อยละ 70 เมื่อก้าวเข้าสู่วัยนี้ สารสกัดกลุ่ม Pycnogenol (สารสกัดจากเปลือกสนฝรั่งเศส)มีงานวิจัยว่ามีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยลดเลือนกระบวนการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติ ช่วยให้สีผิวดูสม่ำเสมอและในส่วนของAstaxanthin (แอสตาแซนธิน)ที่ช่วยดูแลผิวจากการถูกทำร้ายด้วยแสงแดด และมีส่วนช่วยในการลดเลือนริ้วรอยแรกเริ่ม ช่วยให้ผิวคงความยืดหยุ่นและชุ่มชื้น เพราะการดูแลตัวเองวันนี้ คือการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีในอีก 30 ปีข้างหน้า ให้ SOLVEGROUP เป็นแรงบันดาลใจให้คุณเริ่มต้นดูแลสุขภาพอย่างเข้าใจและยั่งยืน จากภายในสู่ภายนอก ติดตามข่าวสารและข้อมูลสุขภาพแบบย่อยง่าย ทุกช่องทางของ SOLVEGROUP ได้ที่ Solvegroup.co.thหรือFacebook : Solvegroup, Instagram, Shopee, TikTok : Solvegroup_officialและLazada : Solve group Thailand

ฉีดยาคุม กับ กินยาคุม แบบไหนดีกว่า เหมาะกับใคร ควรเลือกยังไงดี?
อ่าน

ฉีดยาคุม กับ กินยาคุม แบบไหนดีกว่า เหมาะกับใคร ควรเลือกยังไงดี?

การใช้ ยาคุมกำเนิด ไม่ได้ช่วยป้องกันแค่การตั้งครรภ์เท่านั้น ยังทำให้ ประจำเดือนมาเป็นปกติ บรรเทาอาการ PMS ทั้งช่วยลดสิว ลดหน้ามันอีกด้วยค่ะ และปัญหาที่ว่า ฉีดยาคุม กินยาคุม แบบไหนดีกว่า เหมาะกับใคร ควรเลือกยังไงดี? วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก ใครเป็นมือใหม่ยังตัดสินใจไม่ได้ เลือกไม่ถูกสักที งานนี้พลาดไม่ได้ค่ะ และก่อนที่สาวๆ จะซื้อหามากินก็จำเป็นต้องรู้ก่อนว่า ยาคุมกำเนิดชนิดยากิน ยาฉีดมีกี่แบบ ไปดูกันค่า ยาคุมกำเนิดชนิดกิน มีกี่แบบ เหมาะกับใคร? ยาคุมกำเนิดชนิดกิน หรือยาเม็ดคุมกำเนิดที่นิยมใช้กันในปัจจุบันจะมีอยู่ 3 แบบ ดังนี้ 1. ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม ยาคุมประเภทนี้ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งมีทั้งแบบแผง 28 เม็ด และ 21 เม็ดค่ะ โดยแบบ 28 เม็ดจะมียาจริง และยาหลอก ส่วนยาคุมแบบ 21 เม็ด จะเป็นยาจริงทั้งหมด ใครชอบแบบไหนก็เลือกได้ตามต้องการ แต่ต้องบอกก่อนว่า แม้ยาคุมแบบฮอร์โมนรวมจะเป็นทางเลือกที่ดีในการใช้คุมกำเนิดกับทุกคน แต่ก็ไม่เหมาะกับคนที่มีปัญหาสุขภาพหรือเป็นโรคบางชนิด เพราะอาจส่งผลกระทบกับอาการป่วยที่เป็นอยู่ค่ะ ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม ไม่เหมาะกับใคร สำหรับคนที่ควรเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดนี้คือ คนที่มีอาการไมเกรนขั้นรุนแรง ผู้ป่วยเป็นเบาหวานมีภาวะแทรกซ้อน ผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก มีโรคเกี่ยวกับตับ ถุงน้ำดี คนที่ใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาต้าน HIV และยารักษาโรคลมชัก 2. ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนเดี่ยว ยาคุมชนิดนี้มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว โดยมีจำนวนเม็ดทั้งแบบ 28 เม็ดและ 24 เม็ด ซึ่งแบบ 28 เม็ดจะมียาจริงและยาหลอก ส่วนแบบ 24 เม็ด ต้องเว้นไป 4 วันหลังยาหมดแผง แล้วค่อยเริ่มแผงใหม่ สำหรับข้อจำกัดของยาชนิดนี้ต้องกินยาเวลาเดียวกันทุกวันหรือไม่ห่างเกิน 3 ชั่วโมงจากเวลาเดิม และยาคุมกำเนิดชนิดนี้เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังให้นมน้อง คนน้ำหนักเกินเยอะๆ ผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงสาวๆ ที่ปวดไมเกรนบ่อยๆ ด้วยค่ะ 3. ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน ยาคุมฉุกเฉิน ยาคุมชนิดนี้แน่นอนว่า ควรใช้กันในกรณีฉุกเฉินหลังมีเพศสัมพันธ์ เช่น ลืมกินยาคุม ถุงยางรั่วหรือแตก ซึ่งยาคุมฉุกเฉินที่ใช้กันในปัจจุบันมีทั้งแบบฮอร์โมนเดี่ยวและฮอร์โมนรวม ในหนึ่งแผงจะมี 2 เม็ด ต้องกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ สำหรับยาคุมชนิดนี้ ขอบอกก่อนว่า ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 75% ซึ่งน้อยกว่ายาคุมปกติค่ะ และยาชนิดนี้ไม่ควรกินเกิน 4 เม็ดต่อเดือน ทั้งไม่ควรกินบ่อยเกินไป เพราะนอกจากประสิทธิภาพของยาจะลดลง ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ง่ายขึ้นแล้ว ยังเพิ่มอัตราเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย ยาคุมกำเนิดชนิดฉีด มีกี่แบบ เหมาะกับใคร? ยาคุมประเภทฉีดมีข้อดีตรงที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดได้ถึง 99% โดยจ่ายในราคาที่น้อยกว่า และยังช่วยลดภาวะซีด โลหิตจางจากการมีประจำเดือนเนื่องจากในบางคนประจำเดือนมาน้อยหรือไม่มีประจำเดือนเลยหลังฉีด แถมยังลดความเสี่ยงการเกิดซีสต์ที่รังไข่ มะเร็งรังไข่ รวมถึงมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยค่ะ ยาคุมชนิดนี้จะแบ่งเป็น 2 แบบเช่นเดียวกันคือ ยาฉีดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม และฮอร์โมนเดี่ยว เค้ามีความแตกต่างกันอย่างไรนั้น ไปดูกันค่ะ 1. ยาคุมกำเนิดชนิดฉีด แบบฮอร์โมนรวม ยาฉีดชนิดนี้มีส่วนผสมของฮอร์โมนโปรเจสตินและเอสโตรเจน ซึ่งจะต้องฉีดยาตัวนี้ทุกเดือน หากหยุดยาก็สามารถมีน้องได้ทันที จึงเหมาะกับคนที่วางแพลนจะมีลูกในอนาคตอันใกล้ และข้อดีอีกอย่างของยาคุมชนิดนี้คือ ประจำเดือนยังคงมาเป็นปกติ ส่วนคุณแม่ที่กำลังให้นมลูก เราไม่แนะนำให้ฉีดค่ะ เพราะทำให้ปริมาณน้ำนมลดลงจนแห้งได้ 2. ยาคุมกำเนิดชนิดฉีด แบบฮอร์โมนเดี่ยว ยาฉีดชนิดนี้เป็นฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงอย่างเดียว จะฉีดกันทุกๆ 3 เดือน ยาคุมตัวนี้เหมาะกับคนที่ไม่มีแพลนจะมีลูกในเวลาอันใกล้ เพราะกว่าจะตั้งครรภ์ได้ต้องใช้เวลา 6-12 เดือนหลังหยุดยา อย่างไรก็ตามยาฉีดชนิดนี้เหมาะกับคุณแม่ให้นม เพราะไม่มีผลต่อปริมาณน้ำนม แต่มีข้อเสียคือ ทำให้ประจำเดือนหาย หรือมาแบบกะปริดกะปรอย ใครบ้างควรเลี่ยงยาคุมกำเนิดแบบฉีด? ยาคุมชนิดนี้ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับตับและหลอดเลือด คนที่เคยมีประวัติเลือดออกทางช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะมากผิดปกติ คนที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมหรือมีประวัติว่าเคยป่วยด้วยโรคนี้ สตรีมีครรภ์ คนที่อายุน้อยกว่า 18 ปี คนที่อายุมากกว่า 50 ปี เนื่องจากการฉีดยาคุมกำเนิดติดต่อกันนานๆ จะส่งผลกระทบกับมวลกระดูกค่ะ ฉีดยาคุม กินยาคุม ควรเลือกยังไงดี? ก่อนฉีดยาคุม หรือกินยาคุม เราก็มีข้อแนะนำมาช่วยประกอบการตัดสินใจของสาวๆ ง่ายๆ ดังนี้เลยค่ะ เช็กสุขภาพของตัวเองเป็นอันดับแรกว่า สุขภาพของคุณเหมาะกับการใช้ยาคุมแบบไหน ตามด้วยสไตล์ของตัวเองว่า คุณชอบกินยาไหม มีวินัยในการกินยาหรือเปล่า หากไม่มีปัญหาสุขภาพใดๆ เราขอแนะนำยาคุมแบบฉีดค่ะ ส่วนใครที่กลัวเข็มก็เลือกแบบยากินแทนได้เลย หากไม่ชอบทั้งหมดก็มีการฝังยาคุมกำเนิด และการแปะยาคุมกำเนิดเป็นทางเลือกให้ด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าสาวๆ จะเลือกวิธีไหน ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยานะคะ บทความที่คุณอาจสนใจ 5 วิธีกินยาคุม เรื่องต้องรู้ เพื่อความปลอดภัย ป้องกันท้องไม่พร้อม !! 6 ผลข้างเคียงอันตราย ยาคุมฉุกเฉิน ไม่ควรกินบ่อย!

8 เซรั่มสำหรับรูขุมขนกว้าง ยี่ห้อไหนดี ผิวไม่ละเอียด มีสิวอุดตัน ใช้ดี!
อ่าน

8 เซรั่มสำหรับรูขุมขนกว้าง ยี่ห้อไหนดี ผิวไม่ละเอียด มีสิวอุดตัน ใช้ดี!

หน้าไม่เรียบ รูขุมขนกว้างเบิกบานเหมือนผิวส้ม! ควรตำเซรั่ม สำหรับคนรูขุมขนกว้าง ยี่ห้อไหนดีสาวๆ ก็ไม่ต้องมองหาจนเพลียสายตาเลยจ่ะ! เพราะเราได้รวบรวม 8 เซรั่มกระชับรูขุมขน มาบอกต่อกันแล้ว ซึ่งเซรั่มทั้ง 8 ตัวนี้เป็นตัวเด็ด ตัวจี๊ดที่ดูแลให้ผิวละเอียดขึ้นจนต้องว้าวเลยละค่า แถมยังช่วยดูแลความมันส่วนเกิน ป้องกันการเกิดสิวอุดตันได้อีกด้วย จะถูกจะแพงก็มีให้เลือกช้อปได้ตามงบ งบน้อยก็อย่าได้แคร์ค่าซิส! เซรั่มที่ให้ผลด้านรูขุมขน ส่วนใหญ่จะมีสารผลัดเซลล์ผิว เช่น AHA, BHA, PHA, Glycolic Acid ซึ่งขณะใช้สาวๆ อาจรู้สึกคันยิบๆ ที่หน้าได้บ้าง ก็ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เพราะมีกระบวนการผลัดเซลล์ผิวเกิดขึ้น สำหรับผิวแพ้ง่ายจำเป็นต้องเทสต์ก่อนใช้และไม่ควรใช้บ่อยจนเกินไปค่ะ ไม่อย่างนั้นผิวอาจระคายเคืองหรือเบิร์นได้น้า เซรั่ม สำหรับคนรูขุมขนกว้าง 2026 ยี่ห้อไหนดี *ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล* 1. Olay Regenerist Retinol 24 Max Night Serum สำหรับคนที่มีรูขุมขนกว้าง หนึ่งในตัวช่วยสำคัญก็คือเรตินอลเลยค่ะ ซึ่งเซรั่ม Olay Regenerist Retinol 24 Max Night ตัวนี้เค้าก็มีส่วนผสมของเรตินอลอย่าง Retinoid Complex 0.35% ซึ่งช่วยดูแลผิวที่ไม่กระชับ ดูแลปัญหาริ้วรอยและรอยสิวได้ดี และหมดกังวลเรื่องระคายเคือง เพราะเค้ามีส่วนผสมอย่าง Hydrating Complex ที่โดดเด่นเรื่องความชุ่มชื้น มาช่วยดูแลการระคายเคืองที่อาจเกิดได้จากเรตินอลด้วย และยังมี Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 มาดูแลเรื่องผิวหมองคล้ำ และปัญหาสิว ตัวนี้เหมาะมากสำหรับใครที่รูขุมขนกว้าง เป็นสิว อยากมีผิวเนียนละเอียดขึ้น! ปริมาณและราคา ปริมาณ 30 ml. ราคา 1,399 บาท หาซื้อได้ที่ Shopee หรือ Lazada 2. FYNE PHA Smoothing and Resurfacing Serum สกินแคร์แบรนด์ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ใช้แล้วต้องมีซ้ำ! นั่นก็คือแบรนด์ FYNE ค่ะ เค้ามีเซรั่มดูแลรูขุมขน และปัญหาสิวอุดตัน ซึ่งเป็นสูตร PHA ที่ใช้ Gluconolactone 10% โดดเด่นเรื่องการผลัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพออกอย่างอ่อนโยน ใครกลัวระคายเคืองก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะเค้าให้ส่วมผสมที่ดูแลการระคายเคืองมาแน่นมาก ทั้ง Panthenol, Betaine, Allatoin, Centella Asiatica และยังช่วยดูแลผิวให้กระจ่างใสด้วย Tranexamic ส่วนเนื้อเซรั่มก็ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ซึมไว ไม่เหนียวหน้าด้วยน้า ปริมาณและราคา ปริมาณ 30 g. ราคา 1,090 บาท 3. PIXI Skintreats Clarity Concentrate Clarifying Serum อยากได้เซรั่มบอกลารูขุมขนกว้างดีๆ สักตัว จัด Clarifying Serum จาก PIXI เก็บไว้เลยค่ะซิส เพราะเซรั่มสูตรนี้เค้าจะดูแลการผลัดเซลล์ผิวเก่าของเราออกด้วย AHAs และ BHA ปัญหาหน้าหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง รวมถึงสิวอุดตันก็ดุดีขึ้น นอกจากนี้เค้ายังอุดมไปด้วยสารปลอบประโลมผิวอย่าง Aloe vera, Rosemary, Thyme, Licorice และมีไฮยาลูรอน ที่โดดเด่นเรื่องความชุ่มชื้นด้วย สาวๆ คนไหนชอบงานผิวกระจก ขวดนี้ตอบโจทย์! ปริมาณและราคา ปริมาณ 30 ml. ราคา 1,020 บาท 4. SATURDAY SKIN Pore Active Treatment Serum ขอเซรั่มดูแลรูขุมขน หน้ากระจ่างใส ในขวดเดียว ก็เดินเข้า Sephora ไปหยิบเซรั่มจากแบรนด์ SATURDAY SKIN สูตรนี้เลยจ่ะ! การันตีว่าเด็ดจริง! เพราะเค้าใช้ Glycolic Acid 4% ร่วมกับเปปไทด์มิกซ์ 7 ชนิด ซึ่งช่วยดูแลในเรื่องคอลลาเจน การผลัดเซลล์ผิว และมี Niacinamide กับ Centella ช่วยผ่อนคลายผิว ดูแลปัญหาสิว พร้อมดูแลสีผิวให้กระจ่างใสขึ้น และที่เริ่ดไปกว่านั้นคือให้ปริมาณมาแบบจุก ขวดใหญ่สะใจมาก ใช้ได้ยาวๆ เลย ปริมาณและราคา ปริมาณ 50 ml. ราคา 1,200 บาท 5. ROJUKISS Perfect Poreless Serum เซรั่มดูแลรูขุมขน ถูกและดี เห็นราคาแล้วใจฟู ซื้อตุนได้รัวๆ แบบกระเป๋าไม่แฟ่บ! ก็คือ ROJUKISS เซรั่มตัวนี้ค่ะ เหมาะกับคนที่รูขุมขนกว้างเพราะเป็นสิว ผิวขาดน้ำ ซึ่งมีสารสกัดธรรมชาติ 5 ชนิดร่วมกับเทคโนโลยี Deep pore action จึงตรงเข้าฟื้นบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก ช่วยดูแลเรื่องรูขุมขนกว้าง เน้นความชุ่มชื้นให้ผิว แต่งหน้าติดทนไปอีก! เซรั่มตัวนี้เค้ามีแบบซองด้วย ราคาเพียง 49 บาทเท่านั้นเองค่า ปริมาณและราคา ปริมาณ 30 ml. ราคา 990 บาท 6. DR. DENNIS GROSS Alpha Beta Pore Perfecting Refining Serum เซรั่มแบรนด์คุณหมอตัวนี้ สาวๆ หลายคนอาจไม่คุ้นเคยมากเท่าไหร่ แต่ขอบอกว่า ประสิทธิภาพด้านการดูแลรูขุมขนทรงพลังสุด! โดยเค้าใช้ Alpha Beta Complex สารผลัดเซลล์ผิวสูตรเฉพาะผสานกับ Farnesol, Adipic acid และสารสกัดธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งช่วยดูแลปัญหาไขมันสะสมและสิ่งอุดตันในรูขุมขน ปัญหาเรื่องสิวเสี้ยน สิวหัวดำ และสิวอุดตันต่างๆ บอกเลยว่าตัวนี้ดูแลได้ดี หากใช้อย่างสม่ำเสมอ ก็บอกลารูขุมขนที่เคยกว้าง แต่งหน้าแล้วเป็นคราบไปเลยค่ะ ปริมาณและราคา ปริมาณ 30 ml. ราคา 3,025 บาท 7. Kiehl's Retinol Skin Renewing Daily Micro Dose Serum เซรั่มวิตามินซีของ Kiehl's เด็ดยังไง Micro Dose Serum ตัวนี้ก็เริ่ดไม่น้อยหน้ากันเลยนะแม่! ซึ่งเซรั่มตัวนี้เป็นการรวมกันของ Retinol, Peptide และ Ceramide ที่ใช้นวัตกรรม Micro-dose ช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้เรตินอล พร้อมโดดเด่นเรื่องความชุ่มชื้นแก่ผิว ราคาอาจเห็นแล้วลมแทบจับ! แต่ใช้ดีจริงสมคำร่ำลือ ปริมาณและราคา ปริมาณ 30 ml. / 50 ml. ราคา 3,270 บาท / 4,050 บาท 8. PAULAS CHOICE CLINICAL Niacinamide 20% Treatment ใครมีรอยสิว รอยดำ แล้วผิวยังขรุขระ รูขุมขนกว้างเหมือนผิวส้ม แต่งหน้ายังไง้ยังไง ผิวก็ไม่สวย! รีบตำเซรั่มของป้าพอลล่ามาใช้เลย ปัญหาเหล่านี้หายทันใจแน่นอน เนื่องจากเค้าใช้ Niacinamide เข้มข้นสูงถึง 20% ผสานกับ Purslane และ Acetyl glucosamine จึงช่วยดูแลเรื่องผิวหมองคล้ำ ให้กระจ่างใส รวมถึงขนาดรูขุมขนด้วย ทั้งยังช่วยดูแลเรื่องความมันบนผิว สิว และรอยสิวด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเค้ายังช่วยป้องกันเซลล์ผิวที่ถูกทำลายจากแสงแดดด้วย ใครออกแดดบ่อย ตำเถอะค่ะ! ปริมาณและราคา ปริมาณ 20 ml. ราคา 1,950 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ 7 ครีมซองกระชับรูขุมขน ในเซเว่น 2025 หน้าเนียน ผิวละเอียด บอกลารูขุมขนกว้าง 6 ไพรเมอร์ อำพรางรูขุมขนกว้าง คุมมัน ปรับผิวหน้าให้เรียบเนียน ก่อนแต่งหน้า

วัยทองก่อนวัย อาการอย่างไร ดูแลรักษาแบบไหนดี ป้องกันได้ก่อนสายเกินแก้
อ่าน

วัยทองก่อนวัย อาการอย่างไร ดูแลรักษาแบบไหนดี ป้องกันได้ก่อนสายเกินแก้

พักหลังมานี้ สาวๆ หลายคนคงเริ่มได้ยินคำว่า "วัยทองก่อนวัย" (Premature Menopause) กันบ่อยขึ้นใช่ไหมคะ ปกติแล้วพวกเราจะก้าวเข้าสู่โหมดวัยทองกันจริงๆ ก็ช่วงอายุ 45-55 ปีโน่นเลย แต่ที่น่าตกใจคือ เดี๋ยวนี้รังไข่บางคนเริ่มโบกมือลาตั้งแต่ยังไม่แตะเลข 4 เลยค่ะ ซึ่งไม่ได้แปลว่าแค่เราจะหมดโอกาสมีเบบี๋เท่านั้นนะ แต่มันคือ สัญญาณเตือนภัยสุขภาพ อีกด้วย เพราะเมื่อฮอร์โมนลดลง ผิวพรรณที่เคยชุ่มชื้นก็เริ่มแห้ง กระดูกที่เคยแข็งแรงก็เริ่มบางลง แถมหัวใจยังขาดเกราะคุ้มกันอีกด้วย แล้วเคยสงสัยไหมคะว่าร่างกายที่เคยสดใสของเรา ทำไมถึงแอบเข้าสู่ช่วง วัยทองก่อนวัย ไปได้ และจะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยยื้อความสาวและล็อคความอ่อนเยาว์ให้อยู่กับเราไปนานๆ มาไขความลับและหาทางรับมือไปพร้อมกันเลยค่ะ! วัยทองก่อนวัย มีอาการอย่างไร การสังเกต สัญญาณวัยทองก่อนวัย (ก่อนอายุ 40 ปี) สามารถดูได้จากความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและอารมณ์ที่เกิดจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนดังนี้ค่ะ 1. ความผิดปกติของประจำเดือน รอบเดือนเปลี่ยน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มาบ้างขาดบ้าง หรือระยะห่างระหว่างรอบเดือนสั้นลง (เช่น จาก 28 วัน เหลือ 21 วัน) ปริมาณเลือดเปลี่ยน เลือดประจำเดือนอาจจะมาน้อยลงมาก หรือในบางรายอาจมามากผิดปกติ 2. อาการทางร่างกาย ร้อนวูบวาบ รู้สึกร้อนซู่ขึ้นมาที่ใบหน้า ลำคอ และหน้าอกอย่างกะทันหัน เหงื่อออกตอนกลางคืน มีเหงื่อออกมากขณะนอนหลับจนทำให้สะดุ้งตื่น หรือนอนไม่หลับ ช่องคลอดแห้ง ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดหรือแสบขัดขณะมีเพศสัมพันธ์ ปัญหาทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะลำบาก หรือติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ง่าย ความเปลี่ยนแปลงภายนอก ผิวหนังแห้ง คัน มีริ้วรอยง่าย ผมบางลง หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ 3. อาการทางอารมณ์และสมอง อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห ซึมเศร้า หรือมีความวิตกกังวลสูงขึ้น สมองล้า หลงลืมง่าย ขาดสมาธิในการทำงาน หรือคิดอะไรช้าลง ความต้องการทางเพศลดลง ความสนใจในเรื่องเพศลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด 4. สัญญาณอื่นๆ ใจสั่น รู้สึกหัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดจังหวะ ปวดเมื่อย มีอาการปวดตามข้อหรือกล้ามเนื้อโดยไม่มีสาเหตุจากการออกกำลังกาย หากคุณมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องเกิน 3-6 เดือน โดยเฉพาะถ้ามีอายุยังไม่ถึง 40 ปี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจระดับฮอร์โมนในเลือด เช่น การตรวจ AMH (Anti-Mllerian Hormone)เพื่อเช็กปริมาณไข่ที่เหลืออยู่ในรังไข่ค่ะ วิธีป้องกัน อาการ วัยทองก่อนวัย 1. กินแบบสวยจากภายใน จำไว้เลยค่ะว่า You are what you eat รังไข่เราชอบของดีๆ ค่ะ เช่น น้ำเต้าหู้และถั่วเหลือง มีไฟโตเอสโตรเจนธรรมชาติ ช่วยเติมฮอร์โมนเบาๆ ให้ร่างกายสมดุล แต่กินแค่พอดีๆ ก็พออย่ากินเยอะเกินไปนะคะ ตระกูลเบอร์รี่และผักใบเขียว อัดแน่นด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ไข่ ไขมันดี อย่ากลัวไขมันค่ะ! ร่างกายต้องใช้คอเลสเตอรอลดีจาก อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง หรือปลาทะเล มาสร้างฮอร์โมนเพศนะคะ ดังนั้นไม่ควรขาดแค่คุมปริมาณให้สมดุลก็พอค่ะ 2. นอนหลับคือการ Reboot การอดนอนคือศัตรูเบอร์หนึ่งของความสวยค่ะ ถ้าเรานอนหลังเที่ยงคืนบ่อยๆ ร่างกายจะเครียดและสั่งให้ฮอร์โมนรวนไปหมด พยายามนอนให้ได้ก่อน 22.00 - 23.00 น. เพื่อให้โกรทฮอร์โมนออกมาทำงาน รังไข่จะได้พักผ่อนและซ่อมแซมตัวเอง รับรองว่าตื่นมาหน้าใสแถมระบบภายในยังเป๊ะ 3. เครียดได้ แต่ต้อง move on ให้เป็น เวลาเราเครียด ร่างกายจะหลั่งสารที่ไปกดการทำงานของรังไข่ ทำให้ไข่ไม่ตก ประจำเดือนเลยมาผิดปกติ ลองหากิจกรรมที่ชอบทำดูค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโยคะ ฟังเพลง หรือเดินชอปปิ้ง การทำให้จิตใจแจ่มใสคือการรักษาวัยสาวที่ประหยัดที่สุดเลยนะ 4. บอกลาพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง บุหรี่ ตัวร้ายที่ทำลายไข่ในรังไข่แบบกู่ไม่กลับ ใครที่สูบอยู่ต้องเพลาๆ ลงนะคะ เพราะมันทำให้เราเข้าสู่วัยทองเร็วกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันถึง 2 ปีเลยทีเดียว พลาสติกและสารเคมี ลองเปลี่ยนมาใช้ขวดแก้วแทนพลาสติกบ่อยๆ เพราะสาร BPA ในพลาสติกคือตัวป่วนฮอร์โมนตัวฉกาจเลยค่ะ 5. ออกกำลังกายแบบทางสายกลาง การออกกำลังกายช่วยให้เลือดไปเลี้ยงรังไข่ได้ดี ผิวพรรณจะดูมีเลือดฝาด แต่ระวังอย่าหักโหมจนเกินไปนะคะ เพราะถ้าไขมันในร่างกายต่ำเกินมาตรฐาน สมองจะสั่งให้รังไข่หยุดทำงานทันทีเพราะคิดว่าร่างกายไม่พร้อม! การดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อไม่ให้แก่เร็ว แต่เพื่อสุขภาพที่ดีและจิตใจที่สดใสในระยะยาว รักตัวเองให้มากๆ เพราะผู้หญิงอย่างเรา สวยและเก่งได้ยาวๆ ถ้าดูแลภายในให้ดีค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ 4 เทคนิค CBT-I เคล็ดลับการนอน แก้ปัญหานอนไม่หลับ แบบไม่ใช้ยา 5 เทคนิคการนอนหลับลึกแบบ Non-REM Sleep ฟื้นฟูร่างกาย ตื่นมาสดชื่น

7 วิตามินรวม ยี่ห้อไหนดี 2026 ดีต่อร่างกายอ่อนเพลีย เสี่ยงขาดวิตามิน
อ่าน

7 วิตามินรวม ยี่ห้อไหนดี 2026 ดีต่อร่างกายอ่อนเพลีย เสี่ยงขาดวิตามิน

จะซื้อ วิตามินรวม ยี่ห้อไหนดี 2569 ? เรารวบรวม 7 แบรนด์ดังที่ช่วยดูแลเรื่องร่างกายอ่อนเพลีย ดูแลระบบประสาท และภูมิคุ้มกัน พร้อมส่วนประกอบและราคามาให้แล้ว เพื่อให้คุณเลือกตัวที่ใช่ที่สุดสำหรับสุขภาพปีนี้! วิตามินรวม ช่วยอะไร? วิตามินรวม หรือ Multivitamin ประกอบไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ เกลือแร่ สารสกัดหรือสารอาหารต่างๆ มารวมเข้าด้วยกัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงขาดวิตามินหรือสารอาหาร ผู้ที่กินอาหารไม่เพียงพอ เบื่ออาหาร หรือร่างกายบกพร่องในการดูดซึมอาหารหรือเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน ซึ่งเหมาะกับผู้สูงอายุ ผู้ที่ทานอาหารมังสวิรัติ รวมถึงผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือเพิ่งผ่านการผ่าตัด พักฟื้น อ้างอิงจาก : รามาแชนแนล ; มัลติวิตามิน ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย โดย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล) กินวิตามินรวมตอนไหนดีที่สุด? กินวิตามินรวมตอนไหนดีที่สุด? แนะนำว่าควรทาน "พร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที" โดยเฉพาะมื้อเช้า เพราะในวิตามินรวมมักมีวิตามินที่ละลายในไขมัน (A, D, E, K) ซึ่งร่างกายจะดูดซึมได้ดีพร้อมกับไขมันในมื้ออาหาร และการทานมื้อเช้าจะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานมาใช้ได้ตลอดทั้งวัน ลดอาการง่วงเพลียระหว่างวันได้ดี อย่างไรก็ตามวิตามินรวมแต่ละยี่ห้อก็จะมีสารอาหารรวมและให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นเราควรเช็กฉลากก่อนซื้อว่าวิตามินรวมยี่ห้อดังกล่าวนี้ตอบโจทย์สิ่งที่เราอยากจะเสริมหรือไม่! ควรอ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ควรกินอาหารหลายหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ อย่างไรก็ตามแนะนำให้นอนหลับพักผ่อนร่วมด้วย เนื่องจากวิตามินอาจช่วยได้ไม่เพียงพอเท่ากับการพักผ่อน ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน วิตามินรวม ยี่ห้อไหนดี 2026 1. Centrum Active Dietary Supplement วิตามินรวม Centrum ตัวนี้ บอกเลยว่าเหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการกินวิตามินทีละหลายๆ เม็ดค่ะ เพราะมีวิตามินและเกลือแร่รวมที่จำเป็นเยอะมาก มีทั้งหมด 22 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบีรวม ตั้งแต่ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี5 วิตามินบี6 วิตามินบี7 วิตามินบี9 วิตามินบี12, วิตามินซี, วิตามิน ดี3, วิตามินอี, วิตามินเค พร้อมด้วยวิตามินเอ เบต้า-แคโรทีน และ ไลโคปีน อีกทั้งยังมี แคลเซียม, แมกนีเซียม, ซีลีเนียม, ฟอสฟอรัส, เหล็ก และ ซิงค์อีกด้วย เรียกได้ว่า เซนทรัมเป็นวิตามินที่ครบจบในเม็ดเดียว! ดูแลทุกระบบในร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า สะดวกและไม่ยุ่งยาก มีความหลากหลายของวิตามินและเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เรียกได้ว่าดีต่อสุขภาพโดยรวมสุดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนวัยทำงาน วัยเรียน ที่ต้องใช้ร่างกายหนัก วันๆ ต้องทำหลายอย่าง ปริมาณ 30 เม็ดราคา 299 บาท จุดเด่น เหมาะสำหรับช่วงอายุ 18-49 ปี หรือช่วงวัยเรียนและวัยทำงาน มีวิตามินและเกลือแร่รวมทั้งหมด 22 ชนิด ครบจบในเม็ดเดียว ตัวช่วยเสริมเมื่ออ่อนเพลีย ไม่ยม ไม่อ่อม สะดวกในการรับประทาน เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการทานวิตามินหลายๆ เม็ดต่อวัน สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายยาชั้นนำทั่วไป หรือช่องทางออนไลน์ที่ Shopee 2. Blackmores Multivitamin 12+ วิตามินรวม Blackmores ตัวนี้ประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุรวม มาพร้อมกับน้ำมันปลาที่ให้กรดไขมันในกลุ่ม โอเมก้า-3 ไม่ว่าจะเป็น อีพีเอและดีเอชเอ อีกทั้งยังมีไอโอดีน มีวิตามินบี 1, วิตามินบี 2, วิตามินบี 5, วิตามินบี 6, วิตามินบี 12 นอกจากนั้นก็ยังมีเหล็ก, สังกะสี, เบต้าแคโรทีน, นิโคทินามายด์, โครเมียม, ซีลีเนียม, กรดโฟลิค, วิตามินซี, วิตามินดี 3, วิตามินอี รวมถึงไบโอตินรวมอยู่ด้วย! ปริมาณ 60 เม็ดราคา 780 บาท จุดเด่น มีน้ำมันปลาทะเล ที่ให้กรดไขมันในกลุ่ม โอเมก้า-3 3. Nutrivita Multivitamin Minerals วิตามินรวม Nutrivita ตัวนี้ MEGA We care เค้าได้รวมสารแอนตี้ออกซิแดนท์มาถึง 6 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน C, วิตามิน D, วิตามิน E, Zinc, ซิลิเนียม, เบต้าแคโรทีน และวิตามิน B 10 ชนิด รวมถึงเกลือแร่จำเป็นอีก 8 ชนิด อัดแน่นมาในหนึ่งเม็ด ซึ่งวิตามินตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนก็สามารถทานได้ ! ปริมาณ 10 เม็ดราคา 150 บาท จุดเด่น เป็นสูตรรวมวิตามิน C, D, Zinc และเกลือแร่ในเม็ดเดียว 4. MEGA We care Multilives วิตามินรวม MEGA We careตัวนี้กินแล้วให้คุณค่าจากสารอาหารรวม 26 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นเลมอนไบโอฟลาโวนอยด์, รูติน, อิโนซิทอล, โคเอ็นไซม์ คิวเท็น, ลูติน, วิตามินเอ, วิตามินบี 1, วิตามินบี 2, นิโคตินาไมด์, วิตามินบี 6, วิตามินบี 12, วิตามินซี, วิตามินดี 3, วิตามินอี, กรดโฟลิก, แคลเซียม แพนโทธีเนต, ไบโอติน, แคลเซียม, แมกนีเซียม, เหล็ก, สังกะสี, ซีลีเนียม และโครเมียม เหมาะกับผู้ต้องการดูแลสุขภาพสุดๆ ปริมาณ 30 เม็ดราคา 880 บาท จุดเด่น เหมาะสำหรับผู้หญิงในช่วงวัย 35 ปีขึ้นไป มีสารอาหารรวม 26 ชนิด 5. Vistra Multivitamins Minerals Plus Amino Acid วิตามินรวม Vistraสำหรับตัวนี้จะประกอบไปด้วยวิตามินรวมและแร่ธาตุ พร้อมด้วยกรดอะมิโน ที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งวิตามินรวมและแร่ธาตุ เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต, อะมิโน แอซิค คอมเพล็กซ์, แอล-ไลซีน โมโนไฮโดรคลอไรด์, แอล-ออร์นิทีน ไฮโดรคลอไรด์, แอล-เมไทโอนีน, แอล-ไอโซลูทีน, แอล-วาลีน, แมกนีเซียม, ซิงค์, วิตามินซี, เหล็ก, แมงกานีส, คอปเปอร์, โบรอน, วิตามินอี, ไนอะซินาไมด์, แคลเซียมดี แพนโพทิเนต, ซีลีเนียม, วิตามินเอ, วิตามินบี 6, วิตามินบี 12, วิตามินดี 3, ไรโบฟลาวิน, ไทอะมิน ไฮโดรคลอไรด์, วิตามินเค 1, กรดโฟลิก รวมถึงไบโอตินด้วย! ปริมาณ 30 เม็ดราคา 250 บาท จุดเด่น มีวิตามินรวม แร่ธาตุ และกรดอะมิโน 6. Banner Multivitamins+Zinc วิตามินรวม Banner อุดมไปด้วยวิตามินเอ, วิตามินบีรวม, วิตามินซี, วิตามินดี, วิตามินอี และสังกะสี ซึ่งนอกไปจากวิตามินเหล่านี้แล้ว ตัวนี้ก็ยังมาพร้อมกับกรดอะมิโนรวมถึง 18 ชนิดอีกด้วย ปริมาณ 30 เม็ดราคา 330 บาท จุดเด่น มีกรดอะมิโนรวม 18 ชนิด 7. SWISSE Multivitamin With B Vitamins วิตามินรวม SWISSE ตัวนี้มีวิตามิน เกลือแร่ และสารสกัดจากธรรมชาติรวมกว่า 30 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม, วิตามินดี, วิตามินซี, วิตามินอี, ไบโอติน, สังกะสี, นิโคตินาไมด์, ซีลีเนียม, กรดโฟลิค, ธาตุเหล็ก, เบต้า แคโรทีน, ลูทีน, กรดอะมิโนจำเป็นแอล-ไลซีน, วิตามินบีรวม 1-12, ซิงค์ พร้อมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติอย่าง โสมเกาหลี, เกรปซีด, มะเขือเทศ, กรีนที และจิงเจอร์ ปริมาณ 30 เม็ดราคา 650 บาท จุดเด่น มีสารสกัดจากธรรมชาติรวม บทความที่คุณอาจสนใจ 5 วิตามินรวม สำหรับวัย 30+ เสริมสุขภาพให้แข็งแรงจากภายใน 14 อาหารที่มีวิตามินสูง เรียง 5 อันดับ กินแล้วดี เป็นแหล่งวิตามินหลายชนิด ก่อนกินต้องดู! อาหาร วิตามิน และอาหารเสริม ที่ไม่ควรกินคู่กัน ดูดซึมได้ไม่ดี

แผ่นแปะร้อน เซเว่น ยี่ห้อไหนดี แก้ปวดประจำเดือน แก้ปวดท้อง แก้ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ
อ่าน

แผ่นแปะร้อน เซเว่น ยี่ห้อไหนดี แก้ปวดประจำเดือน แก้ปวดท้อง แก้ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ

บอกเลยว่าผู้หญิงเราเจองานหนักพอทน แต่เจอ ปวดท้องเมนส์ ปวดประจำเดือน คือ "พอเลย" ใครมีปัญหานี้ต้องพก แผ่นแปะร้อน แก้ปวดประจำเดือน ติดตัวไว้เลยค่ะ โดยเฉพาะสาวออฟฟิศที่ออกจากบ้านเจอรถติดอยู่กลางทาง หรือจำเป็นต้องติดแหง็กในห้องประชุมเป็นชั่วโมงๆ ถ้าปวดท้องจังหวะนั้นขึ้นมานี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยจริงๆ การมี แผ่นประคบร้อน แผ่นแปะร้อนแก้ปวดประจำเดือน ติดกระเป๋าไว้ คือตัวช่วยที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ และยังหาซื้อง่ายมากในเซเว่นด้วยนะคะสาวๆ โดยบางยี่ห้อก็หาซื้อได้ใน 7-Eleven ทั่วไป และหลายยี่ห้อก็หาซื้อได้ในร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส (eXta Plus) ที่เปิดคู่กับเซเว่นบางสาขา ฉุกเฉินเมื่อไหร่ไปหาซื้อกันได้เลย เรารวมยี่ห้อที่น่าสนใจมาให้แล้วค่า ทำไมความร้อนถึงช่วยให้ปวดประจำเดือนลดลง หลักการง่าย ๆ คือ ความอุ่นช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และตำแหน่งยอดฮิตที่ใช้คือ บริเวณท้องน้อย ซึ่งเป็นจุดที่มักปวดเกร็งที่สุด ข้อสำคัญคือ แผ่นประคบร้อนบางแบบ ห้ามแปะโดนผิวโดยตรง เพราะความร้อนอาจทำให้ระคายเคืองหรือเสี่ยงผิวไหม้ได้ จึงมักแนะนำให้แปะบนเสื้อผ้าหรือชุดชั้นในที่แนบสนิทแทน ดังนั้นก่อนใช้สาวๆ อย่าลืมอ่านฉลากให้ละเอียดด้วยนะคะ แผ่นแปะร้อน เซเว่น ยี่ห้อ AMMELTZ YOKO YOKO HEAT PATCH GOLD รุ่นนี้ออกแบบมาสำหรับแก้อาการปวดประจำเดือนโดยเฉพาะเลย แผ่นทรงสี่เหลี่ยมกว้างมาก แปะตรงช่วงท้องน้อยได้พอดี สามารถกระจายความร้อนได้ทั่วถึง ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นแบบไม่ต้องพกกระเป๋าน้ำร้อนให้วุ่นวาย ความอุ่นสูงสุดราว 50C และอยู่ได้นานถึง 11 ชั่วโมง ใช้ง่ายมากๆ แค่ ติดบนเสื้อผ้าหรือชุดชั้นในบริเวณหน้าท้อง (ไม่แปะโดนผิวโดยตรง) ก็พร้อมลุยวันทำงานต่อได้อย่างสบายใจขึ้น คือ ห้ามใช้ขณะนอนหลับ และหลีกเลี่ยงการใช้บนผิวที่แดง อักเสบ ช้ำ หรือบอบบาง พร้อมเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น เลี่ยงแสงแดด เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัยและอุ่นใจทุกครั้งค่ะ แผ่นแปะร้อน เซเว่น ยี่ห้อ Thermaplast Air Therapeutic Heat Pad สำหรับคนที่อยากได้ความอุ่นต่อเนื่องอยู่กับเราได้ยาวๆ จนเลิกงาน Thermaplast Air Therapeutic Heat Pad เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากค่ะ แผ่นจะค่อย ๆ อุ่นขึ้นภายในประมาณ 1530 นาที และอยู่ในช่วงความร้อน 5055C ต่อเนื่องได้ถึง 12 ชั่วโมงเลยทีเดียว เหมาะทั้งช่วงปวดหน่วงๆ ท้องน้อยหรือวันที่ปวดเมื่อยจากการนั่งนานๆ วิธีใช้โดยทั่วไปคือแปะให้ถูกตำแหน่งตามฉลาก และหลีกเลี่ยงการใช้งานที่เสี่ยงต่อการสะสมความร้อนมากเกินไป โดยเฉพาะถ้ารู้สึกร้อน แสบ หรือคัน ควรดึงออกทันทีค่ะ แผ่นแปะร้อน เซเว่น ยี่ห้อ SHALDAN On Style ถ้าวันนั้นของเดือนมาพร้อมเดดไลน์ส่งงานและประชุมยาวๆ SHALDAN On Style (สำหรับปวดประจำเดือน) เป็นไอเท็มที่ช่วยได้ดีเลยค่ะ ให้ความอุ่นประมาณ 40C และร้อนนาน 8 ชั่วโมง ถือว่ากำลังดี ช่วยให้ท้องน้อยรู้สึกผ่อนคลายขึ้นระหว่างนั่งทำงานหรือเดินทาง วิธีใช้แนะนำให้ติดด้านนอกของเสื้อผ้าหรือชุดชั้นในบริเวณหน้าท้อง เพื่อให้ความอุ่นค่อยๆ กระจายตัว และ ห้ามติดลงบนผิวหนังโดยตรง เพื่อลดโอกาสระคายเคือง ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการใช้ตอนนอนหลับ ตอนออกกำลังกาย เพราะเป็นช่วงที่เราอาจไม่ทันได้เช็กผิวตัวเองว่าร้อนไปหรือไม่ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายค่ะ แผ่นแปะร้อน เซเว่น ยี่ห้อ SOS Plus Far Infrared Patch ถ้าคุณอยากได้แผ่นร้อนที่ใช้งานได้คุ้มและยืดหยุ่นได้หลายสถานการณ์ SOS Plus Far Infrared Patch ตอบโจทย์ชัวร์ เพราะออกแบบมาให้ใช้ได้กับหลายจุดเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ท้องน้อย หลัง หรือบ่าไหล่ เหมาะกับสาวออฟฟิศที่บางเดือนปวดท้องน้อย บางวันก็ปวดหลังจากนั่งทำงานยาวๆ แถมยังร้อนนาน 12 ชั่วโมง พกติดกระเป๋าไว้แล้วอุ่นใจต่อให้เป็นวันที่ต้องลุยทั้งวันก็ตาม แผ่นขนาดกำลังดี ยืดหยุ่น ติดเองได้ไม่ยากเลย โดยควรหลีกเลี่ยงการใช้บนผิวที่แดง อักเสบ ช้ำ หรือบอบบาง และไม่ควรใช้ตอนนอนหลับเพื่อป้องกันความร้อนสะสมนะคะ แผ่นแปะร้อน เซเว่น ยี่ห้อ Ammeltz Heat Patch รุ่นนี้หาซื้อง่าย สามารถพกไว้เป็นแผนสำรองในวันนั้นของเดือน Ammeltz Heat Patch ได้สะดวกมากค่ะ ให้ความอุ่นต่อเนื่องยาวๆ ประมาณ 10 ชั่วโมง เหมาะกับวันทำงานที่ต้องออกไปข้างนอกหรือมีประชุมต่อเนื่อง โดยออกแบบมาให้ติดบริเวณท้องน้อยก็ได้ ติดบริเวณหลังก็ได้ วันไหนปวดประจำเดือน หรือวันไหนปวดหลังเพราะออฟฟิศซินโดรม ก็สามารถหยิบมากู้ร่างให้พร้อมใช้ชีวิตต่อได้ทันทีค่ะ คำแนะนำคือควรติดบนเสื้อผ้าหรือชุดชั้นใน เพื่อให้ความอุ่นกระจายอย่างปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการติดลงบนผิวโดยตรงนะคะ บทความที่คุณอาจสนใจ 7 เครื่องดื่มควรเลี่ยงช่วงมีประจำเดือน ไม่อยากปวดเมนส์ เลิกดื่มสิ่งนี้ 6 อาหารเสริม ลดฮอร์โมน ปรับรอบเดือน ประจำเดือนมาตรง ไม่ต้องปวดท้องทุกเดือน!

แมกนีเซียมลดไมเกรนได้จริงไหม? วิธีกินให้หลับลึก ไม่ตื่นกลางดึก
อ่าน

แมกนีเซียมลดไมเกรนได้จริงไหม? วิธีกินให้หลับลึก ไม่ตื่นกลางดึก

เคยนอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก แล้วตื่นมาพร้อมอาการปวดหัวตุบๆ ไหมคะ? ผู้หญิงหลายคนกำลังมองหา วิธีกินแมกนีเซียมช่วยให้นอนหลับลึกและลดอาการไมเกรน เพราะอยากได้ทางเลือกที่เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งยาแรงๆ ทุกคืน โดยเฉพาะคนที่ค้นหาว่า วิธีกินแมกนีเซียมก่อนนอนให้หลับลึก หรือ แมกนีเซียมลดไมเกรนได้จริงไหม บอกเลยว่ามีงานวิจัยรองรับจริง และถ้ากินถูกวิธี เห็นผลได้ภายใน 12 สัปดาห์ ในกลุ่มผู้หญิงวัยทำงานที่พักผ่อนน้อย ความเครียดสูง และฮอร์โมนแปรปรวน คำถามยอดฮิตคือ ปริมาณแมกนีเซียมกินวันละกี่มก ถึงจะช่วยให้นอนดีขึ้นและลดความถี่ไมเกรนได้ คำตอบอยู่ที่ 300400 มก. ต่อวัน (จากอาหารและอาหารเสริมรวมกัน) ซึ่งเป็นช่วงที่ปลอดภัยและได้ผลดี วันนี้เราจะสรุปครบทั้งหลักการทำงาน ชนิดที่ควรเลือก วิธีการกิน และข้อควรระวังแบบเข้าใจง่าย อ่านจบทำตามได้เลยค่ะ แมกนีเซียมลดไมเกรนได้จริงไหม และช่วยให้นอนหลับยังไง? 1. กลไกช่วยให้นอนหลับลึก แมกนีเซียมทำหน้าที่สำคัญกับระบบประสาท โดยช่วยกระตุ้นสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า GABA ซึ่งเป็น สารหลับธรรมชาติ ของร่างกาย ทำให้สมองสงบ ลดความฟุ้งซ่าน และช่วยให้เข้าสู่ช่วงหลับลึกได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนเครียด) จึงเหมาะกับผู้หญิงที่คิดมาก เครียดสะสม หรือมีปัญหาตื่นกลางดึกบ่อย 2. แมกนีเซียมลดไมเกรนได้จริงไหม? คำตอบคือ ได้จริง โดยเฉพาะคนที่มีภาวะขาดแมกนีเซียม งานวิจัยพบว่าสามารถลดความถี่การเกิดไมเกรนได้ประมาณ 41% และบางรายอาการปวดลดลงชัดเจนภายใน 12 เดือน เหตุผลเพราะแมกนีเซียมช่วย ควบคุมการหด-ขยายของหลอดเลือดสมอง ลดการอักเสบของระบบประสาท ลดอาการคลื่นไส้ร่วมกับไมเกรน ปริมาณแมกนีเซียมกินวันละกี่มก ถึงจะเห็นผล? ปริมาณแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ ผู้หญิง: 310320 มก./วัน ผู้ชาย: 400420 มก./วัน เสริมเพิ่มได้ แต่ไม่ควรเกิน 350 มก./วันจาก อาหารเสริม เพียงอย่างเดียว ถ้านับรวมจากอาหารและอาหารเสริม ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 300400 มก./วัน ซึ่งเหมาะสมสำหรับการช่วยนอนและลดไมเกรน ชนิดแมกนีเซียมไหนดีสำหรับวิธีกินก่อนนอนให้หลับลึก? การเลือกชนิดสำคัญมาก เพราะดูดซึมต่างกัน ปัญหา ชนิดแนะนำ จุดเด่น นอนไม่หลับ หลับไม่ลึก Magnesium Glycinate ดูดซึมสูง ไม่ระคายท้อง ไมเกรน ปวดหัวบ่อย Magnesium Threonate ผ่านเข้าสมองได้ดี ต้องการแบบคุ้มค่า Magnesium Citrate ราคาไม่สูง ดูดซึมดี ถ้าเป้าหมายหลักคือ วิธีกินแมกนีเซียมก่อนนอนให้หลับลึก แนะนำ Glycinate เป็นอันดับแรกค่ะ วิธีกินแมกนีเซียมก่อนนอนให้หลับลึก: ขั้นตอนทำตามได้เลย กำหนดปริมาณเริ่มที่ 200300 มก. ต่อวัน แล้วสังเกตอาการ กินเวลาไหนดี?ก่อนนอน 12 ชั่วโมง เป็นช่วงที่เหมาะที่สุด กินคู่กับอะไรดี?สามารถกินพร้อมของว่างเบาๆ เช่น อัลมอนด์ นมอุ่น หรือกล้วย ติดตามผล 2 สัปดาห์จดบันทึกเวลานอน ความลึกการนอน และความถี่ไมเกรน อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงช่วยนอนหลับ (ทางธรรมชาติ 100%) ถ้าอยากเริ่มแบบไม่พึ่งอาหารเสริม ลองเพิ่มอาหารเหล่านี้ในมื้อเย็น เมล็ดฟักทอง ดาร์กช็อกโกแลต ถั่วอัลมอนด์ ผักโขม ควินัว กล้วยสุก อะโวคาโด ถั่วลิสง โยเกิร์ตกรีก อกไก่ เคล็ดลับสำหรับผู้หญิงที่อยากผิวสวยด้วย แมกนีเซียมยังช่วยลดการอักเสบ ทำให้ผิวดูสดใสขึ้นทางอ้อมด้วยนะคะ ข้อควรระวัง: กินผิด อาจได้ผลข้างเคียง ห้ามเกิน 500 มก./วัน อาจทำให้ท้องเสียถ้ากินมากเกิน หากกินยาปฏิชีวนะหรือยาลดกรด ควรเว้นระยะ 2 ชั่วโมง หญิงตั้งครรภ์หรือเด็ก ควรปรึกษาแพทย์ก่อน สรุป: วิธีกินแมกนีเซียมช่วยให้นอนหลับลึกและลดอาการไมเกรน ทำได้จริงไหม? ทำได้จริงค่ะ ถ้ากิน ถูกชนิด ถูกเวลา และถูกปริมาณ สำหรับผู้หญิงที่นอนไม่หลับ เครียดสะสม และมีไมเกรนบ่อย การเริ่มจากอาหารธรรมชาติ แล้วเสริมในปริมาณเหมาะสม 300400 มก./วัน คือแนวทางที่ปลอดภัยและเห็นผลจริง คืนนี้ลองเริ่มปรับดูนะคะ เพราะการนอนหลับลึกหนึ่งคืน อาจเปลี่ยนพลังงานทั้งสัปดาห์ของคุณได้เลย บทความที่คุณอาจสนใจ 5 เครื่องดื่มที่มีแมกนีเซียม ลดความเครียด ซึมเศร้า ช่วยในการนอนหลับ 6 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง ช่วยเผาผลาญ หลับง่าย ไม่อ่อนเพลีย ลดซึมเศร้า ไมเกรน

รวม 8 โทนเนอร์ ยี่ห้อไหนดี 2026 ช่วยทำความสะอาดผิว ปัญหาสิวไม่ถามหา
อ่าน

รวม 8 โทนเนอร์ ยี่ห้อไหนดี 2026 ช่วยทำความสะอาดผิว ปัญหาสิวไม่ถามหา

อยากมีผิวสวย ไม่มีสิว จะใช้ โทนเนอร์ ยี่ห้อไหนดี ? ต้องบอกว่า ส่วนหนึ่งที่ถือว่าเป็นเสน่ห์ของผู้หญิงนอกจากรูปร่างและการแต่งตัวดีเท่านั้น การมีสุขภาพผิวที่ดีก็ถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ค่ะ โดยเฉพาะผิวหน้า ที่สาวๆ คนไหนก็อยากจะมีผิวหน้าเรียบเนียน ซึ่งการจะมีผิวหน้าเนียนๆ ได้นั้นแน่นอนว่าก็ต้องมีการดูแลค่ะ การดูแลผิวหน้าให้มีสุขภาพดีและกระจ่างใสได้นั้น แค่มี โทนเนอร์ ก็ช่วยให้ผิวหน้าของเราสะอาด แข็งแรงได้ รวมถึงยังช่วยดูแลปัญหาสิวโดยเฉพาะสิวอุดตันได้ด้วยค่ะ โทนเนอร์มีความสำคัญกับการทำความสะอาดผิวหน้าและลดสิวอุดตันได้ โดยการใช้โทนเนอร์หลังจากล้างหน้าเสร็จ จะสามารถขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขน ปรับสมดุลผิวหน้าให้สามารถรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไปได้อย่างมีประสิทธภาพด้วย ซึ่งโทนเนอร์ที่เราอยากแนะนำให้สาวๆ ได้ลองหามาใช้ มีดังนี้ค่ะ โทนเนอร์ ยี่ห้อไหนดี 2026 ช่วยทำความสะอาดผิว ดูแลสิวอุดตัน 1. The OrdinaryGlycolic Acid 7% ExfoliatingToner กำลังฮอตฮิตเลยทีเดียวค่ะ สำหรับโทนเนอร์จาก The Ordinary ตัวนี้ ซึ่งมีส่วนผสมของกรดไกลโคลิค 7% โดดเด่นเรื่องการผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวแลดูเรียบเนียน กระจ่างใสเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับคนที่มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ ที่สำคัญช่วยลดการอุดตันด้วย เหมาะกับคนที่มีสิวเสี้ยน สิวอุดตัน และนอกจากใช้กับผิวหน้าแล้ว โทนเนอร์ตัวนี้ยังใช้กับผิวกายได้ด้วย! 2. Some By Mi AHA-BHA-PHA 30Days Miracle Toner โทนเนอร์ตัวนี้เค้าเคลมว่าช่วยจบปัญหาสิวภายใน 30 วันเลย ซึ่งตัวโทนเนอร์จะช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ผลัดเซลล์ผิว ดูแลปัญหาสิวเสี้ยน รอยแดง และความมันส่วนเกิน นอกจากนี้ยังช่วยขจัดสิ่งสกปรกภายในรูขุมขนได้สะอาด ช่วยให้ผิวหน้าและดูกระจ่างใส ฟื้นฟูผิวให้เนียนนุ่ม และยังอ่อนโยนเป็นมิตรกับสาวๆ ที่มีผิวแพ้ง่ายสุดๆ 3. CleanClear Essentials Oil-Control Toner โทนเนอร์ สูตรปราศจากน้ำมัน ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนใบหน้า กำจัดฝุ่นละอองหรือเมคอัพที่ตกค้างและอุดตันในรูขุมขน พร้อมควบคุมความมันส่วนเกิน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวอักเสบ สิวอุดตันและสิวเสี้ยน ช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใสพร้อมปรับสภาพผิวให้พร้อมรับการบำรุงได้ดีมากขึ้น 4. Thayers Natural Remedies Facial Toner Witch Hazel Rose Petal โทนเนอร์ผสมน้ำดอกกุหลาบและว่านหางจระเข้ตัวดังจากอเมริกา ด้วยส่วนผสมจากออแกนิค ไม่ผสมแอลกอฮอล์และพาราเบนจึงทำให้อ่อนโยนไม่ทำร้ายผิว ไม่ก่อให้เกิดการแพ้และระคายเคือง แต่สามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก ช่วยดูแลปัญหาสิว รวมถึงปัญหารูขุมขนกว้าง และความพิเศษของโทนเนอร์ตัวนี้คือช่วยสมานแผลซึ่งเกิดจากสิวอักเสบ และช่วยต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยบนใบหน้าค่ะ 5. ANUA Heartleaf 77% Soothing Toner เรียกได้ว่าเป็นโทนเนอร์ที่ฮิตอยู่ตลอดกาลเลยค่ะ สำหรับ ANUA Heartleaf 77% Soothing Toner หรือที่เราเรียกกันว่า โทนเนอร์พี่จุน ซึ่งมาจากการที่ซูโฮ EXO ได้แนะนำโทนเนอร์ตัวนี้ไว้ ซึ่งความดีงามของโทนเนอร์ตัวนี้ก็คือมีส่วนผสมที่เป็นประโยชน์กับผิวแบบเน้นๆ เหมาะกับผิวที่มีปัญหารอยแดง ผดผื่น และสิวอักเสบ ซึ่งพอใช้ไปอย่างต่อเนื่องผิวก็จะแข็งแรง อิ่มฟู และเรียบเนียนขึ้น นอกจากนี้ยังไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม ซิลิโคนและพาราเบนเลย สาวๆ ที่ผิวแพ้ง่ายสามารถใช้ตัวนี้ได้เลยแบบไม่ต้องกังวลค่ะ 6. CLINIQUE Clarifying Lotion 1.0 Twice a Day Exfoliator สำหรับ CLINIQUE Clarifying Lotion ก็เป็นโทนเนอร์ที่นอกจากจะช่วยทำความสะอาดผิวได้ดีแล้ว ยังช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันได้ดีด้วย ซึ่งเค้ามี Acetyl Glucosamine ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่เสื่อมสภาพ เซลล์ผิวที่ตายแล้วบนผิวชั้นนอก ทำให้ผิวพร้อมรับสกินแคร์อื่นๆ ได้มากขึ้น โดยสูตร 1.0 นี้ก็ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว รวมถึงผิวบอบบางเลยค่ะ 7. Plantnery Tea Tree First Toner บอกลาปัญหาสิวง่ายๆ ด้วยโทนเนอร์ตัวดังจาก Plantnery ขวดนี้! เพราะโทนเนอร์ตัวนี้นอกจากจะช่วยทำความสะอาดผิวได้หมดจดแล้ว เค้ายังเป็นสูตรดูแลสิว ควบคุมความมัน ที่เหมาะสำหรับคนมีปัญหาสิวมากๆ ค่ะ โดยมีส่วนผสมที่โดดเด่นอย่างสารสกัดเข้มข้นพิเศษจากทีทรี ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว ป้องกันการเกิดสิวใหม่ ทั้งยังช่วยดูแลสิวอักเสบ สิวอุดตัน พร้อมลดความมันบนผิวหน้า ที่สำคัญโทนเนอร์ของเค้ายังอ่อนโยนมากๆ ปราศจากแอลกอฮอล์ น้ำหอม พาราเบน สารเปลี่ยนสี และซิลิโคน เหมาะกับผิวแพ้ง่ายสุดๆ ที่สำคัญราคาหลักร้อย คุณภาพเกินราคา 8. Boots Vitamin C Brightening Toning Water โทนเนอร์ตัวนี้เป็นสูตรปราศจากแอลกอฮอล์ และอุดมไปด้วยวิตามินซี 2 เท่า รวมถึงมีสารสกัดจากส้มยูซุด้วย โทนเนอร์ตัวนี้จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิว รวมถึงดูแลผิวที่มีอาการระคายเคืองและอาการแพ้ ช่วยทำความสะอาดรูขุมขนและรูขุมขนแลดูเล็กลง ทั้งยังช่วยในเรื่องความหมองคล้ำ ดูแลผิวให้แลดูกระจ่างใสอีกด้วย นอกจากนี้ยังราคาไม่แพง นักเรียนนักศึกษาก็สามารถใช้ได้ค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ รีวิว 7 โทนเนอร์สำหรับคนเป็นสิว ผิวมัน เช็ดแล้วหน้าสะอาดเกลี้ยง สิวหาย! รวม 9 โทนเนอร์ ตัวเด็ด! เช็ดเครื่องสำอางเกลี้ยง หน้าใส ไม่ทิ้งร่องรอย

7 วิตามินดี 3 ยี่ห้อไหนดี 2026 เสริมแคลเซียม ประโยชน์ต่อกระดูกและร่างกาย
อ่าน

7 วิตามินดี 3 ยี่ห้อไหนดี 2026 เสริมแคลเซียม ประโยชน์ต่อกระดูกและร่างกาย

หากแคลเซียมมีความจำเป็นต่อร่างกายในการช่วยบำรุงกระดูกและฟัน วิตามินดีก็มีความจำเป็นต่อร่างกายเช่นกันเพราะสามารถช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมของร่างกายได้ค่ะ วิตามินดีโดยเฉพาะวิตามินดี 3เป็นวิตามินที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้โดยผ่านทางการรับแสงแดดในช่วงเช้ารวมถึงการกินอาหารบางอย่าง เช่น น้ำมันตับปลา เนย ตับและไข่แดง แต่ด้วยพฤติกรรมของเราในปัจจุบันที่พยายามเลี่ยงแสงแดด รวมถึงในบางคนที่พยายามลดการกินไข่แดง ลดการกินเนยและเครื่องในสัตว์เพราะกังวลเรื่องคอเลสเตอรอล ก็เลยทำให้ร่างกายขาดวิตามินดีไป หากร่างกายขาดวิตามินดีก็จะส่งผลทำให้เราป่วยบ่อย ติดเชื้อโรคได้ง่าย ภูมิคุ้มกันลดลง อ่อนเพลีย ปวดกระดูก ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ รวมถึงยังอาจจะทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ด้วยค่ะ เพราะวิตามินดีถือเป็นอีกหนึ่งวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย การที่เรากินอาหารเสริมวิตามินดีจึงเป็นการป้องกันการเกิดโรคและช่วยบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงได้ ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมอาหารเสริมวิตามินดี 3 ยี่ห้อไหนดี 2026มาฝากค่ะ จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย !! 7 อาหารเสริมวิตามินดี 3 ยี่ห้อไหนดี 2026 1. MEGA We care NAT D 600 IU ถ้าใครกำลังมองหาตัวช่วยดูแลตัวเองแบบง่ายๆ วิตามิน D3 จาก MEGA We care ตัวนี้ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่หลายคนเลือกเลยค่ะ โดยตัวนี้เค้าประกอบด้วยวิตามิน D3 ปริมาณ 600 ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับกับที่ร่างกายสร้างได้จากการสัมผัสแสงแดด เหมาะกับคนที่อาจได้รับแสงแดดไม่พอในชีวิตประจำวัน อีกทั้งวิตามิน D3 ยังช่วยดูแลกระดูก กล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายทำงานเป็นระบบมากขึ้น ทานเพียงวันละ 1 เม็ดหลังอาหาร เหมาะมากสำหรับผู้สูงอายุที่มีกระดูกและกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ผู้ที่เครียดหนัก มีความวิตกกังวลเสี่ยงที่จะเป็นซึมเศร้า หรือผู้ที่ป่วยบ่อย ต้องการดูแลสุขภาพเพิ่มเติม สามารถทานหรือลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดูได้เลยค่ะ ขนาด 1 กระปุก (60 แคปซูล) ราคาประมาณ 440 บาท อ่านข้อมูลเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อ MEGA We care NAT D 600 IU ได้ที่ Shopee 2. Now Foods Vitamin D-3 1000 IU วิตามิน D-3 จาก Now Foods มาในรูปแบบซอฟต์เจล ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ดูดซึมง่าย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้ดีมากขึ้น ส่งผลทำให้ร่างกายสามารถใช้ประโยชน์จากแคลเซียมได้อย่างเต็มที่ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน กระดูกบาง เปราะ แตกหักง่าย นอกจากนี้ยังมีน้ำมันมะกอกออร์แกนิค ที่ช่วยดูแลเรื่องหัวใจ ระดับไขมันในเลือดด้วย ขนาด 1 กระปุก (180 แคปซูล) ราคาประมาณ 480 บาท 3. Life Extension Vitamin D3 125 mcg 5000 IU ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินดี3 เกรดพรีเมี่ยมจาก Life Extension สูตรนี้นอกจากจะให้วิตามินดี3 มาถึง 125 mcg แล้ว ยังมีน้ำมันมะกอกสกัดเย็น ไอโอดีนและสารสกัดจากโรสแมรี่มาให้อีกด้วยค่ะ ช่วยดูแลความสมดุลของแคลเซียมในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยดูแลให้ต่อมไทรอยด์ทำงานอย่างเป็นปกติ หากมีอาการปวดกล้ามเนื้อบ่อยๆ ตัวนี้ก็ทานได้ค่ะ ขนาด 1 กระปุก (60 แคปซูล) ราคาประมาณ 680 บาท 4. Solaray Vitamin D3 + K2 Soy-Free 125 mcg 5000 IU อาหารเสริมวิตามินดี 3 จาก สูตรนี้ประกอบไปด้วยวิตามินดี3 125 mg, วิตามินเค2 50 mcg, แคลเซียม 110 mg และฟอสฟอรัส 85 mg ปราศจากถั่วเหลือง เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเกิดโรคกระดูกพรุน แถมยังเหมาะกับผู้ที่มีอาการตะคริวและอาการปวดกล้ามเนื้อบ่อยๆ ด้วยค่ะ ขนาด 1 กระปุก (60 แคปซูล) ราคาประมาณ 600 บาท 5. Blackmores Vitamin D3 1000 IU แบล็คมอร์ วิตามินดี3 แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชั้นนำจากประเทศออสเตรเลีย สูตรนี้มาในรูปแบบแคปซูล ความเข้มข้นของวิตามินดีอยู่ที่ 25 mcg ต่อ 1 เม็ด ช่วยดูแลกระดูกและระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ สูตรนี้มีมา 2 ขนาด ขนาด 60 เม็ด ราคาประมาณ 500 บาท และขนาด 200 เม็ด ราคาประมาณ 1,000 บาทค่ะ 6. California Gold Nutrition Vitamin D3 50 mcg 2000 IU California Gold แบรนด์อาหารเสริมจากประเทศอเมริกา สูตรนี้ให้ปริมาณวิตามินดี3 มา 50 mcg ต่อ 1 เม็ดค่ะ แต่นอกจากนี้ก็ยังให้วิตามินอีจากน้ำมันดอกคำฝอยมาด้วย ใช้ซอฟต์เจลที่มาจากเจลาตินในปลา ช่วยเสริมสร้างและฟื้นฟูร่างกาย ดูแลกระดูก ข้อต่อและฟัน ระบบภูมิคุ้มกัน รวมไปถึงการทำงานของระบบเผาผลาญและระบบเมตาบอลิซึมด้วย ขนาด 1 กระปุก (90 แคปซูล) ราคาประมาณ 400 บาท 7. 21st Century Chewable Vitamin D3 10 mcg400 IU อาหารเสริมวิตามินดี3 แบบเคี้ยวรสส้ม จาก 21st Century แบรนด์เก่าแก่จากสหรัฐอเมริกา สูตรนี้รสชาติอร่อย เม็ดเล็ก เหมาะกับผู้ที่เริ่มกินอาหารเสริมและเด็กค่ะ ให้วิตามินดี3 มา 10 mcg ต่อ 1 เม็ด ปริมาณกำลังเหมาะสมในแต่ละวัน ช่วยดูแลเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน กระดูกและฟัน รวมถึงการทำงานของเนื้อเยื่อและเยื่อบุต่าง ๆ ในร่างกาย ขนาด 1 กระปุก (110 เม็ด) ราคาประมาณ 500 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ 5 อาหารวิตามินดีสูง ลดอาการขาดวิตามินดี สำหรับคนที่สัมผัสแสงแดดน้อย 5 อาหารที่มีวิตามินดี 3 ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

ไม่มีแล้วน้องเจแปน ญี่ปุ่นให้ซื้อยาคุมฉุกเฉินเองได้ ไม่ต้องง้อใบสั่งแพทย์แล้ว
อ่าน

ไม่มีแล้วน้องเจแปน ญี่ปุ่นให้ซื้อยาคุมฉุกเฉินเองได้ ไม่ต้องง้อใบสั่งแพทย์แล้ว

ใครมีแพลนไป เที่ยวญี่ปุ่น มีเรื่องอยากให้อัปเดต นั่นคือ ทางการญี่ปุ่นประกาศให้เราสามารถหาซื้อ ยาคุมฉุกเฉิน ได้ง่ายๆ ตามร้านขายยาทั่วไปกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศแล้ว ที่สำคัญคือเดินเข้าไปซื้อได้เลย จากแต่ก่อนที่ จำเป็นต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น นับว่าสะดวกสำหรับใครที่เกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างทริปแล้วไม่อยากไปวุ่นวายกับขั้นตอนเยอะๆ ที่โรงพยาบาลญี่ปุ่นครับ ญี่ปุ่นให้ซื้อยาคุมฉุกเฉินเองได้ ไม่ต้องง้อใบสั่งแพทย์แล้ว ยาที่ให้ขายตามร้านยาจะเป็นยี่ห้อ NorLevo ซึ่งตัวนี้เป็นยาที่ไว้ใจได้ และมีมาตรฐานดี แต่กฎเหล็กที่ต้องจำไว้ให้แม่นก็คือ ยาตัวนี้จะได้ผลดีที่สุดถ้าเรากินภายใน 72 ชั่วโมง หรือไม่เกิน 3 วันหลังจากเกิดเรื่องนะ ยิ่งกินเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยป้องกันได้ดีขึ้นเท่านั้นครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาเมื่อไหร่ ให้รีบมองหาร้านขายยาที่มีเภสัชกร แล้วเข้าไปปรึกษาได้เลย เรื่องราคาก็แอบสูงกว่าที่บ้านเรานิดนึง ยา NorLevo ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 7,480 เยน หรือตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ 1,5xx - 1,8xx บาท (แล้วแต่ค่าเงินในช่วงนั้น) ถึงจะดูแพงหน่อยแต่เพื่อความปลอดภัย และความถูกต้องตามกฎหมายญี่ปุ่นก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่ แต่! ยานี้ห้ามสั่งซื้อออนไลน์เด็ดขาด และไม่มีขายในเซเว่นหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไปด้วย ต้องไปที่หน้าร้านขายยาที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ขั้นตอนและเงื่อนไขการซื้อ เพื่อให้การซื้อยาเป็นไปอย่างถูกต้อง เภสัชกรญี่ปุ่นจะมีระเบียบปฏิบัติที่ค่อนข้างเคร่งครัดดังนี้ ผู้ใช้ต้องไปซื้อด้วยตัวเองเท่านั้นไม่สามารถฝากเพื่อน แฟน หรือบุคคลที่สามไปซื้อให้ได้ (เภสัชกรจะไม่ขายให้ผู้ชายเด็ดขาด) ต้องกินต่อหน้าเภสัชกร เภสัชกรจะให้ทานยาต่อหน้าทันที ณ ร้านที่ซื้อ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ให้มั่นใจว่าเราใช้ยาถูกวิธี และทันเวลาจริงๆ ไม่มีจำกัดอายุ ไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้ปกครอง แต่สำหรับบุคคลอายุต่ำกว่า 16 ปี เภสัชกรอาจแนะนำให้ปรึกษาสูตินรีแพทย์เพิ่มเติม การประเมินโดยเภสัชกรเภสัชกรที่ผ่านการอบรมจะใช้ Check-list สอบถามข้อมูลเบื้องต้นเพื่อยืนยันว่าคุณสามารถทานยานี้ได้ (แนะนำให้ใช้ Google Translate ช่วยสื่อสารหากไม่สันทัดภาษาญี่ปุ่น) สุดท้ายนี้ต้องบอกก่อนนะว่ายาคุมฉุกเฉินไม่ได้ป้องกันได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ พอจบทริปกลับถึงไทยแล้ว แนะนำให้ลองตรวจเช็กหรือไปหาหมออีกรอบหลังจากผ่านไปสัก 3 สัปดาห์เพื่อความชัวร์ครับ และถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันรุนแรงถึงขั้นโดนล่วงละเมิดมา ให้บอกเภสัชกรได้ทันที เขาพร้อมจะช่วยประสานงานกับหน่วยงานช่วยเหลือในพื้นที่ให้เราด้วยครับ ==================== ข้อมูล : ญี่ปุ่นเริ่มจำหน่ายยาคุมฉุกเฉินแบบไม่ต้องมีใบสั่งยาแล้ว | NHK WORLD-JAPAN News

ลด 10% ค่ายา ใช้ 0 ทรูพอยท์
สิทธิพิเศษ

ลด 10% ค่ายา ใช้ 0 ทรูพอยท์

ลูกค้าทรู ใช้ทรูพอยท์ 0 คะแนน รับส่วนลด 10% ค่ายา (ยกเว้น ยารายการพิเศษ) ที่ โรงพยาบาลพระรามเก้าสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 เงื่อนไข 1. สามารถใช้สิทธิ์ภายในเดือนที่กดรับรหัสแล้วเท่านั้น ไม่สามารถใช้ข้ามเดือนได้2. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี3. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้4. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้

5 อาการเตือนเสื่อมสมรรถภาพ ที่ผู้ชายไม่ควรมองข้าม
อ่าน

5 อาการเตือนเสื่อมสมรรถภาพ ที่ผู้ชายไม่ควรมองข้าม

อาการเสื่อมสมรรถภาพ เป็นเรื่องที่ผู้ชายจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญ แต่กลับเลือกที่จะมองข้ามหรือไม่กล้าพูดถึง ทั้งที่ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เช่น การแข็งตัวไม่เต็มที่ แข็งตัวไม่ทน หรือความต้องการทางเพศลดลง อาจไม่ใช่แค่ปัญหาชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญของสุขภาพเพศชายที่กำลังถดถอย หากปล่อยไว้นานโดยไม่เข้าใจสาเหตุหรือหาวิธีดูแลอย่างถูกต้อง อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ ชีวิตคู่ และสุขภาพโดยรวมในระยะยาวได้ ลองมาดูกันว่าคุณมี 5 อาการเตือนเสื่อมสมรรถภาพ นี้หรือยัง รู้ก่อนป้องกันได้! ภาวะเสื่อมสมรรถภาพ คืออะไร มีอาการอย่างไร สัญญาณ เสื่อมสมรรถภาพ คืออาการเตือนที่บ่งบอกว่าความสามารถทางเพศของผู้ชายเริ่มลดลง ไม่ว่าจะเป็นการแข็งตัวไม่เต็มที่ แข็งตัวได้ไม่นาน หรือความต้องการทางเพศลดลง ภาวะนี้สามารถเกิดได้กับผู้ชายทุกช่วงวัย แต่พบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น หรือมีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพและจิตใจร่วมด้วย สัญญาณเสื่อมสมรรถภาพที่พบบ่อย การแข็งตัวไม่เต็มที่ หนึ่งในสัญญาณเสื่อมสมรรถภาพที่พบบ่อยที่สุด คือการแข็งตัวได้ไม่เต็มที่พอสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ สาเหตุอาจเกิดจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี ฮอร์โมนเพศลดลง หรือความเครียดสะสม แข็งตัวได้ไม่นาน แม้จะสามารถแข็งตัวได้ แต่ไม่สามารถคงสภาพไว้จนจบกิจกรรมทางเพศ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจสะท้อนถึงปัญหาหลอดเลือดหรือระบบประสาท ความต้องการทางเพศลดลง หากรู้สึกว่าแรงขับทางเพศลดลงอย่างเห็นได้ชัด อาจเกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่ลดลง ความเหนื่อยล้า หรือปัญหาด้านอารมณ์ หลั่งเร็วผิดปกติ การควบคุมการหลั่งไม่ได้ หลั่งเร็วเกินไปกว่าปกติ อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเสื่อมสมรรถภาพที่ส่งผลต่อความมั่นใจและความสัมพันธ์ ไม่สามารถแข็งตัวได้เลย ถือเป็นอาการที่รุนแรงที่สุด ซึ่งมักต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ เนื่องจากอาจมีโรคประจำตัวแฝงอยู่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ สาเหตุของสัญญาณเสื่อมสมรรถภาพ ปัจจัยด้านร่างกาย การไหลเวียนเลือดผิดปกติ ฮอร์โมนเพศชายลดลง โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ผลข้างเคียงจากยา ปัจจัยด้านจิตใจ ความเครียดเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า ความกังวลเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ พฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การพักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย วิธีสังเกตและประเมินอาการเบื้องต้น สังเกตความถี่และคุณภาพของการแข็งตัว ประเมินระดับความต้องการทางเพศ สังเกตอารมณ์ ความเครียด และคุณภาพการนอน หากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องเกิน 3 เดือน ควรปรึกษาแพทย์ แนวทางป้องกันอาการเสื่อมสมรรถภาพ การดูแลสุขภาพร่างกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือด การจัดการความเครียด ฝึกสมาธิหรือโยคะ พักผ่อนให้เพียงพอ พูดคุยกับคู่รักอย่างเปิดใจ บทความที่เกี่ยวข้อง 3 ผลไม้เพิ่มพลังและเสริมฮอร์โมนเพศชาย ที่ผู้ชายควรกินเป็นประจำ 5 อาหารเพิ่มสเปิร์ม เพิ่มสมรรถภาพเพศชาย กินอะไรช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย ผู้ชายทำงานดึก ดูแลตัวเองอย่างไรดี ให้ร่างไม่พัง Longevity สำหรับผู้ชาย ทำไงให้ไม่ใช่แค่อยู่นาน แต่อยู่ให้ดี และยังดูเท่ 30 วันเปลี่ยนชีวิต โปรแกรม Functional Training ที่บ้าน สำหรับผู้ชาย วิธีเดินลดน้ำหนัก เดินแทนวิ่งอย่างไร ให้ไขมันลด สำหรับผู้ชายที่ไม่ชอบเหนื่อย ไม่ชอบแรงกระแทก

5 โปรตีนพืช Plant-based Protein ยี่ห้อไหนอร่อย 2026 ดื่มง่าย ไม่สากคอ!
อ่าน

5 โปรตีนพืช Plant-based Protein ยี่ห้อไหนอร่อย 2026 ดื่มง่าย ไม่สากคอ!

ใครที่กำลังมองหาตัวช่วยดูแลรูปร่างแต่ไม่อยากทรมานกับรสชาติฝาดๆ ของเครื่องดื่มสุขภาพมามุงทางนี้เลยค่ะ เพราะวันนี้เราจะมาอัปเดตลิสต์ 5 โปรตีนพืช (Plant-based Protein) ยี่ห้อไหนอร่อย ที่คัดมาแล้วว่าดื่มง่ายเหมือนชานมไข่มุกเจ้าดังแต่แคลอรี่ต่ำกว่าเยอะมาก สำหรับปีนี้เทรนด์การดูแลสุขภาพเปลี่ยนไปแล้วค่ะ เราไม่จำเป็นต้องทนดื่มอะไรที่ไม่อร่อยเพื่อแลกกับหุ่นดีอีกต่อไป เพราะโปรตีนพืชสมัยใหม่เขาทำรสชาติออกมาได้ตอบโจทย์ผู้หญิงอย่างเราสุดๆ ทั้งหอม หวานกำลังดี และที่สำคัญคืออยู่ท้องนานมาก การเลือกซื้อ โปรตีนพืช ยี่ห้อไหนดี 2026ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้หญิงวัยทำงานที่เร่งรีบ หรือสายเฮลตี้ที่แพ้นมวัว (Lactose Intolerant) ต้องพิจารณามากกว่าแค่เรื่องราคาค่ะ เพราะเราต้องมองหาโปรตีนที่ให้กรดอะมิโนครบถ้วน ย่อยง่าย ไม่ทำให้ท้องอืด และต้องละลายน้ำง่ายไม่จับตัวเป็นก้อน ซึ่งทั้ง 5 แบรนด์ที่เราคัดมานี้คือที่สุดของความละมุนลิ้น แถมยังมีเลข อย. รับรองความปลอดภัย ให้สาวๆ ดื่มได้อย่างมั่นใจในทุกๆ วันเลยล่ะค่ะ 5 โปรตีนพืช (Plant-based Protein) ยี่ห้อไหนอร่อย 1. Plantae (แพลนเต้) อร่อยเหมือนกินขนม ยกให้เป็นนัมเบอร์วันเรื่องรสชาติที่หลากหลายและทันสมัยที่สุดค่ะ ส่วนผสมหลัก: โปรตีนจากพืช 5 ชนิด (ถั่วลันเตา, ข้าวคั่ว, ถั่วเหลือง, เมล็ดฟักทอง และเมล็ดทานตะวัน) คุณสมบัติเด่น: มีกรดอะมิโนจำเป็นครบ 9 ชนิด (Complete Protein) ช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ จุดเด่น: ละลายง่ายมากแม้ในน้ำเย็น เนื้อสัมผัสละมุน ไม่สากคอ มีรสชาติให้เลือกเยอะ เช่น ชาไทย ราคาโดยประมาณ: 800 - 1,500 บาท 2. MATELL (มาเทล) สายคุ้มค่า โปรตีนเน้นๆ เหมาะสำหรับสาวๆ ที่เน้นเข้ายิมสร้างกล้ามเนื้อ และอยากได้โปรตีนคุณภาพในราคาที่สบายกระเป๋า ส่วนผสมหลัก: โปรตีนแยกสาร (Isolate) จากถั่วลันเตาเบลเยียม และถั่วเหลือง (Non-GMO) คุณสมบัติเด่น: ให้โปรตีนสูงถึง 25-30 กรัมต่อสกู๊ป โดยที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตต่ำ จุดเด่น: ราคาต่อหน่วยคุ้มค่าที่สุด รสชาเขียวและช็อกโกแลตทำออกมาได้เข้มข้น ไม่หวานเลี่ยน ราคาโดยประมาณ: 400 - 900 บาท 3. Vegame (เวกาเม่) ย่อยง่าย สบายท้อง ใครที่มีปัญหาท้องอืดง่ายหลังจากดื่มโปรตีน ต้องลองยี่ห้อนี้เลยค่ะ ส่วนผสมหลัก: โปรตีนจากถั่วลันเตาสีทองนำเข้าจากแคนาดา 100% คุณสมบัติเด่น: เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย (High Digestibility) ไม่ทำให้เกิดลมในกระเพาะอาหาร จุดเด่น: รสชาติมีความคลีน กลิ่นหอมนวลๆ ไม่เหม็นเขียวถั่ว เหมาะกับคนชอบรสธรรมชาติ ราคาโดยประมาณ: 900 - 1,300 บาท 4. Hooray! (ฮูเร่) ตอบโจทย์วันเร่งรีบ ไอเทมลับในร้านสะดวกซื้อที่ช่วยให้เราได้รับโปรตีนครบถ้วนแม้ในวันที่งานยุ่งจนไม่มีเวลาเชค ส่วนผสมหลัก: โปรตีนจากถั่วเหลืองและธัญพืช คุณสมบัติเด่น: เป็นสูตรพร้อมดื่ม (Ready-to-drink) ที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อมาตรฐาน คงคุณค่าสารอาหารได้ดี จุดเด่น: เนื้อสัมผัสนุ่มเหมือนดื่มนมวัวจริงๆ รสช็อกโกแลตอร่อยมาก หาซื้อได้ง่ายที่ 7-Eleven ราคาโดยประมาณ: 45 - 55 บาท ต่อขวด 5. Beneplus (เบเนพลัส) หุ่นสวย ระบบขับถ่ายดี ตัวช่วยสำหรับสาวๆ ที่อยากคุมหิวและอยากให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น ส่วนผสมหลัก: โปรตีนจากพืช ผสมพรีไบโอติกส์ (Prebiotics) และไฟเบอร์ คุณสมบัติเด่น: มีใยอาหารสูง ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องนานขึ้นและสนับสนุนสมดุลในลำไส้ จุดเด่น: มักมีวิตามินรวมผสมมาให้ด้วย ดื่มแก้วเดียวได้ครบทั้งโปรตีนและวิตามิน ราคาโดยประมาณ: 700 - 1,200 บาท ถึงแม้โปรตีนพืชจะช่วยเสริมสารอาหารได้ดี แต่ก็อย่าลืมรับประทานอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนนะคะ และที่สำคัญที่สุด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเพียงอาหารเสริม "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" ค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ 6 เวย์โปรตีน ลดน้ำหนัก ยี่ห้อไหนดี เพิ่มกล้ามเนื้อ เร่งเผาผลาญ ลดไขมัน 10 โปรตีนเชค ยี่ห้อไหนดี ดื่มง่าย ละลายเร็ว พึ่งหัดทานก็อิ่มอร่อยได้

MCT Oil คืออะไร เลือกแบบไหนดี C8 หรือ C10 พร้อมข้อดี ข้อเสีย ที่ผู้ชายรักสุขภาพควรรู้
อ่าน

MCT Oil คืออะไร เลือกแบบไหนดี C8 หรือ C10 พร้อมข้อดี ข้อเสีย ที่ผู้ชายรักสุขภาพควรรู้

หนึ่งในไอเทมที่ถูกพูดถึงบ่อยในสายสุขภาพก็คือ MCT Oil ที่ว่ากันว่ามีผลดีต่อสุขภาพและการลดน้ำหนัก MCT Oil คืออะไร มันเวิร์กจริง หรือแค่ฮิตตามเทรนด์ มีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้าง เรามีคำตอบมาให้แล้ว MCT Oil คืออะไร MCT Oil คือ น้ำมันที่สกัดจากไขมันสายกลาง (Medium-Chain Triglycerides) พบมากในน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาล์ม ความพิเศษคือร่างกายดูดซึมและเปลี่ยนเป็นพลังงานได้รวดเร็วกว่าไขมันทั่วไป จึงเป็นที่นิยมในสายคีโต นักกีฬา และผู้ชายที่ต้องการพลังงานไวๆ แบบไม่อืด ไม่หนักท้อง เพราะ ไขมัน MCT จะถูกส่งตรงไปตับและแปลงเป็นคีโตน ใช้เป็นพลังงานให้สมองและกล้ามเนื้อได้ทันที Mct Oil ช่วยอะไรบ้าง ผู้ชายที่ทำงานหนัก ออกกำลังกาย หรือควบคุมน้ำหนัก จะได้ประโยชน์จาก MCT Oil หลายด้าน ได้แก่ เพิ่มพลังงานรวดเร็ว เหมาะก่อนออกกำลังกายหรือวันที่ต้องโฟกัสสูง ช่วยสมองและสมาธิ คีโตนเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีของสมอง สนับสนุนการเผาผลาญไขมัน โดยเฉพาะในสายคีโต อิ่มนาน คุมแคลอรีง่าย ลดการกินจุกจิก ไม่กระตุ้นอินซูลินมาก เหมาะกับผู้คุมน้ำตาล photo_gonzo / Shutterstock.com MCT Oil มีกี่ชนิด เลือก C8, C10 หรือ C12 ดีกว่ากัน MCT แบ่งตามความยาวคาร์บอน ดังนี้ C8 (Caprylic Acid) ดูดซึมเร็วที่สุด สร้างคีโตนได้สูง C10 (Capric Acid) ดูดซึมช้ากว่า C8 เล็กน้อย แต่ยังให้พลังงานได้ดี C12 (Lauric Acid) ใกล้ไขมันสายยาว ดูดซึมช้ากว่า มักไม่จัดเป็น MCT แท้ 100% เปรียบเทียบ C8 vs C10 เลือกแบบไหนดี คุณสมบัติ C8 C10 ความเร็วในการให้พลังงาน เร็วมาก เร็ว การสร้างคีโตน สูง ปานกลางสูง ผลต่อกระเพาะ ระคายเคืองได้ถ้ากินเยอะไป อ่อนโยนกว่า เหมาะกับใคร สายคีโตจริงจัง ผู้เริ่มต้น/ท้องไส้อ่อนไหว คำแนะนำ: ผู้ชายที่ต้องการพลังงานไว แนะนำเลือก C8 ล้วน แต่ถ้าเพิ่งเริ่มหรือกังวลท้องเสีย ให้เลือก C8+C10 ผสมกัน Mct Oil กินตอนไหน ถึงเห็นผลดีที่สุด ตอนเช้า ผสมกาแฟหรือเครื่องดื่ม ช่วยปลุกพลังงาน ก่อนออกกำลังกาย เพิ่มแรงและความอึด ระหว่าง IF ไม่กระตุ้นอินซูลินมากทั้งนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงกินก่อนนอน เพราะหากร่างกายไวต่อพลังงานอาจนอนหลับยาก MCT Oil วิธีกิน ที่ถูกต้องและปลอดภัย เริ่ม วันละ 1 ช้อนชา แล้วค่อยเพิ่มปริมาณทีละนิด ผสมกับกาแฟ ชา สมูทตี้ หรือราดสลัด ไม่เหมาะกับการผัดไฟแรง (จุดควันต่ำ) ดื่มน้ำตาม ช่วยลดการระคายเคืองลำไส้ MCT Oil ข้อเสีย และผลข้างเคียง แม้มีประโยชน์ แต่ก็มีข้อควรระวัง เช่น ให้พลังงานสูง หากกินเกินอาจน้ำหนักขึ้น ไม่ให้สารอาหารอื่น เช่น วิตามินหรือแร่ธาตุ อาจมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ ปวดท้อง (โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้น) แน่นท้อง หากกินเร็วหรือมากเกินไป ผู้มีปัญหาตับ โรคทางเดินอาหารรุนแรง ควรเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ คำถามที่พบบ่อย (FAQs) Q1: MCT Oil คือ อาหารเสริมหรือไม่?A: จัดเป็นไขมันเสริมอาหาร ใช้เพิ่มพลังงาน Q2: Mct Oil ช่วย อะไร ในการออกกำลังกาย?A: ช่วยเพิ่มพลังงานและความอึด Q3: Mct Oil กินตอนไหน ดีที่สุดสำหรับมือใหม่?A: ตอนเช้าพร้อมอาหารหรือกาแฟ Q4: MCT Oil วิธีกิน วันละกี่ช้อน?A: เริ่ม 1 ช้อนชา สูงสุด 12 ช้อนโต๊ะ/วัน Q5: MCT Oil ผล ข้าง เคียง อันตรายไหม?A: ส่วนใหญ่ไม่อันตราย หากเริ่มน้อยและปรับช้า Q6: เลือก C8 หรือ C10 ดีกว่ากัน?A: เอาพลังงานไว เลือก C8 ถ้าท้องไส้อ่อนไหว เลือกผสม โดยสรุปแล้ว MCT Oil คือ ไขมันพลังงานเร็วที่ช่วยสมอง การเผาผลาญ และการคุมอาหารได้ดี เลือกให้เหมาะกับร่างกาย เข้าใจ ข้อเสีย และ ผลข้างเคียง และวิธีกิน MCT Oil ที่ถูกต้อง เพียงเท่านี้ก็ได้ประโยชน์เต็มที่ ปลอดภัย และยั่งยืนแล้ว บทความที่คุณอาจสนใจ Real Food คืออะไร ทำไมผู้ชายสายสร้างกล้ามต้องกิน รวมสูตร Real Food กินง่ายไม่ซ้ำซาก

วัคซีนไอพีดี 15 สายพันธุ์ 1 เข็ม ราคา  2,200บาท (ราคาปกติ 2,400บาท) ใช้ 0 ทรูพอยท์
สิทธิพิเศษ

วัคซีนไอพีดี 15 สายพันธุ์ 1 เข็ม ราคา 2,200บาท (ราคาปกติ 2,400บาท) ใช้ 0 ทรูพอยท์

ลูกค้าทรู ใช้ 0 ทรูพอยท์ เมื่อรับวัคซีนไอพีดี 15 สายพันธุ์ 1 เข็ม ราคา 2,200บาท (ราคาปกติ 2,400บาท) ราคานี้รวมค่าแพทย์และค่าบริการแล้ว โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี เงื่อนไข 1. ลูกค้านำรหัสที่ได้จากการกดรับสิทธิ์เเสดงต่อเจ้าหน้าที่ร้านค้าเพื่อรับสิทธิ์2. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี3. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้4. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้5. รวมค่าแพทย์และค่าบริการแล้ว6. สิทธิประโยชน์นี้สำหรับวัคซีนไอพีดีชนิด 15 สายพันธุ์ จากประเทศอเมริกา มีผลข้างเคียงน้อยหลังฉีด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, การติดเชื้อในกระแสเลือดโดยมีความโดดเด่นในการป้องกัน Serotype 3 ที่พบสูงเป็นอันดับต้นๆในผู้ใหญ่ ในประเทศไทย และยังเป็นสาเหตุการติดเชื้อรุนแรงโดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

จบบุฟเฟต์ไม่ต้องกลัวตัวบวม! รวม 5 เครื่องดื่มสมุนไพรลดโซเดียม กู้ร่างพังให้กลับมาเพรียว
อ่าน

จบบุฟเฟต์ไม่ต้องกลัวตัวบวม! รวม 5 เครื่องดื่มสมุนไพรลดโซเดียม กู้ร่างพังให้กลับมาเพรียว

สายกินอย่างเราจะพลาดได้ไงคะ! หลังจากที่จัดเต็มมื้อบุฟเฟต์ปิ้งย่างหรือหม่าล่าหม้อไฟมาแบบจุกๆ สิ่งที่ตามมาติดๆ นอกจากความฟินก็คืออาการตัวบวม อึดอัดท้อง แถมตื่นมาหน้าดูอิ่มน้ำจนตกใจเลยค่ะ นั่นเป็นเพราะร่างกายเราได้รับโซเดียมหนักเกินไป การมองหา เครื่องดื่มสมุนไพรลดโซเดียม เลยเป็นไอเทมเด็ดที่สาวๆ ควรมีติดบ้านไว้เลยค่ะ เพราะสมุนไพรเหล่านี้มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะและไล่ของเสีย ทำให้ร่างกายที่กำลังกักเก็บน้ำไว้เยอะๆ ค่อยๆ ยุบลง สบายตัวขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ ถ้าใครกำลังกังวลกับนิ้วบวมจนถอดแหวนไม่ออก หรือพุงน้อยๆ ที่โผล่มาหลังมื้อดึก การรู้วิธี เลือกสมุนไพรแก้ตัวบวมจากโซเดียม จะช่วยกู้ร่างพังให้กลับมาปังได้เร็วขึ้นค่ะ เคล็ดลับก็คือต้องเลือกสมุนไพรที่มีโพแทสเซียมสูงเพื่อไปช่วยไล่เจ้าโซเดียมตัวร้ายออกไปทางปัสสาวะ พร้อมกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานคล่องขึ้น วันนี้เราคัดมาให้แล้วค่ะกับสมุนไพรที่หาดื่มง่าย รสชาติดี เหมาะกับสายกินแบบเราที่สุด ไปดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง 5 เครื่องดื่มสมุนไพรลดโซเดียม 1. น้ำชาไหมข้าวโพด ตัวนี้บอกเลยว่าฮิตมากในหมู่สาวๆ เกาหลีค่ะ เพราะเขามีฤทธิ์ขับปัสสาวะแบบอ่อนโยนมาก ดื่มแล้วไม่ทำให้ร่างกายเพลีย ช่วยขับโซเดียมส่วนเกินออกไปได้อย่างดี ใครที่กลัวตื่นมาหน้าบวมเป่งตอนเช้า ต้องจัดตัวนี้เลยนะคะ หอมละมุนดื่มง่ายสุดๆ ค่ะ 2. น้ำกระเจี๊ยบแดง สาวๆ ที่ชอบรสเปรี้ยวชื่นใจต้องเลิฟค่ะ กระเจี๊ยบช่วยให้ไตของเราทำงานได้ดีขึ้น ขับโซเดียมทิ้งได้เร็ว และยังช่วยย่อยอาหารลดอาการแน่นท้องได้ด้วยค่ะ แต่มีข้อแม้นิดนึงว่าต้องเลือกแบบสูตรหวานน้อยนะคะ ไม่อย่างนั้นน้ำตาลจะพาร่างบวมกว่าเดิมค่ะ 3. น้ำใบบัวบก ไม่ได้มีดีแค่แก้ช้ำในนะคะ แต่ใบบัวบกช่วยเรื่องการไหลเวียนของเลือดได้ดีมาก ช่วยลดอาการกักเก็บน้ำตามเนื้อเยื่อต่างๆ ใครที่กินเค็มจัดจนรู้สึกปวดเมื่อยตัวหรือขาตึงไปหมด ลองดื่มน้ำใบบัวบกเย็นๆ ดู จะช่วยให้ร่างกายระบายน้ำส่วนเกินได้คล่องขึ้นเยอะเลยค่ะ 4. ชาเขียวร้อน หลังจบมื้อบุฟเฟต์ การดื่มชาเขียวร้อน (แบบไม่ใส่น้ำตาลนะคะ) คือดีต่อใจมากค่ะ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ และช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกมาทางปัสสาวะได้ดีขึ้น แถมความร้อนของชายังช่วยละลายไขมันและลดความเลี่ยนจากเนื้อสัตว์ที่กินไปได้ด้วยล่ะค่ะ 5. น้ำแตงโม เหมาะมากสำหรับดื่มในบ่ายวันถัดไปค่ะ แตงโมเป็นผลไม้ที่มีน้ำเยอะมากและมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่า "ซิทรูลีน" (Citrulline) ซึ่งช่วยให้ไตทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยกระตุ้นการขับโซเดียมและของเสียออกจากร่างกายได้แบบสดชื่นสุดๆ ดื่มแล้วตัวเบาหวิวแน่นอนค่ะ เคล็ดลับกู้ร่างให้หายบวมไวขึ้น นอกจากจะดื่ม เครื่องดื่มสมุนไพรลดโซเดียม แล้ว อย่าลืมทำตามนี้ด้วยนะคะ ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ: ยิ่งกินเค็ม ยิ่งต้องดื่มน้ำเปล่าตามค่ะ เพื่อไปเจือจางโซเดียม เลี่ยงของหมักดอง: มื้อถัดไปหลังบุฟเฟต์ พักส้มตำ ปลาร้า หรือขนมกรุบกรอบก่อนนะคะ ออกกำลังกายเบาๆ: การเดินหรือขยับร่างกายจะช่วยให้เหงื่อออก เป็นการขับโซเดียมออกอีกทางค่ะ คำแนะนำจากใจ: สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องโรคไตหรือโรคหัวใจ แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนดื่มน้ำสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะในปริมาณมากๆ นะคะ เพื่อความปลอดภัยของร่างกายค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ 5 ผลไม้ช่วยลดอาการบวมน้ำ ขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย ลดอึดอัด ลดตัวบวม 7 ผลไม้ ขับโซเดียมส่วนเกิน ลดอาการบวมน้ำ ลดอ้วน !

5 วิธีลดอาการปวดท้องเมนส์แบบธรรมชาติ ไม่กินยาแก้ปวด อ่อนโยนต่อร่างกาย
อ่าน

5 วิธีลดอาการปวดท้องเมนส์แบบธรรมชาติ ไม่กินยาแก้ปวด อ่อนโยนต่อร่างกาย

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนต้องเคยเจอศึกหนักในวันมามาก จนต้องมองหา วิธีลดอาการปวดท้องเมนส์โดยไม่กินยาแก้ปวด เพราะไม่อยากสะสมสารเคมีในร่างกายหรือบางคนอาจจะมีอาการแพ้ยา การเข้าใจกลไกของร่างกายและเลือกใช้วิธีธรรมชาติอย่างการประคบร้อนหรือการยืดเหยียดเบาๆ จะช่วยบรรเทาอาการปวดเกร็งมดลูกให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพายาเม็ดสีเหลืองเสมอไปค่ะ สำหรับใครที่กำลังทรมานกับอาการปวดหน่วงๆ จนทำกิจวัตรประจำวันไม่ไหว ลองหันมาโฟกัสที่ เทคนิคแก้ปวดท้องประจำเดือนด้วยวิธีธรรมชาติแบบเร่งด่วน ที่สามารถทำได้เองที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับอาหารการกิน การดื่มน้ำอุ่น หรือการนอนให้ถูกท่า ซึ่งวิธีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเจ็บปวดในระยะสั้น แต่ยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนให้สุขภาพภายในของสาวๆ แข็งแรงขึ้นในระยะยาวอีกด้วย 5 วิธีลดอาการปวดท้องเมนส์แบบธรรมชาติ 1. การประคบร้อน (Heat Therapy) การใช้ความร้อนคือ "ของดี" ที่ทำง่ายที่สุด ความร้อนจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และทำให้กล้ามเนื้อที่กำลังบีบตัวอย่างหนักผ่อนคลายลง Tip: ใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือแผ่นแปะความร้อนประคบทิ้งไว้ 15-20 นาที 2. เครื่องดื่มสมุนไพรและน้ำอุ่น การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากสาวๆ อยากดื่มน้ำที่ดีต่อช่วงมีประจำเดือน ลองเปลี่ยนมาเป็น น้ำขิง: มีฤทธิ์ร้อนและช่วยต้านการอักเสบได้ดีพอๆ กับยาแก้ปวดบางชนิด น้ำชาคาโมมายล์: ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและลดอาการเกร็ง 3. ท่าโยคะแก้ปวดท้องเมนส์ การนอนขดตัวอาจยิ่งทำให้ปวด ลองเปลี่ยนมาใช้ท่าทางที่ช่วยเปิดอุ้งเชิงกราน ท่าเด็ก (Childs Pose): ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและท้องน้อย ท่าแมวและวัว (Cat-Cow): ช่วยนวดอวัยวะภายในและคลายความตึงเครียดของกระดูกสันหลัง 4. การปรับท่านอนลดปวด (Sleeping Positions) เชื่อไหมว่าท่านอนส่งผลต่ออาการปวดท้องเมนส์อย่างมาก เพราะบางท่าจะไปเพิ่มแรงกดทับที่หน้าท้อง ลองปรับมาใช้ท่านอนเหล่านี้ดูค่ะ ท่านอนขดตัว (Fetal Position): การนอนตะแคงแล้วงอเข่าขึ้นมาเล็กลง จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องผ่อนคลาย ลดการเกร็งตัวของมดลูก ใช้หมอนรองใต้หัวเข่า: หากถนัดนอนหงาย ให้วางหมอนหนุนไว้ใต้หัวเข่า เพื่อรักษาความโค้งของกระดูกสันหลังส่วนล่างให้เป็นธรรมชาติ ช่วยลดอาการปวดหลังที่มักมาพร้อมกับปวดเมนส์ 5. ปรับอาหารในช่วงวันนั้นของเดือน กิน: อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง เช่น กล้วย, ดาร์กช็อกโกแลต และผักใบเขียว เลี่ยง: ชา กาแฟ และน้ำอัดลม เพราะคาเฟอีนจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ยิ่งปวดกว่าเดิม! บทความที่คุณอาจสนใจ มีเมนส์ดื่มน้ำเย็นได้ไหม กินแล้วเป็นอันตรายจริงหรือ❓ 6 เคล็ดลับ ลดอาการไม่พึงประสงค์ ในวันแดงเดือด เหล่ามนุษย์เมนส์ห้ามพลาด!

กินดี ออกกำลังกายเยอะ ทำไมไขมันยังดื้อ เจาะสาเหตุหลักที่ทำให้กล้ามไม่ขึ้น
อ่าน

กินดี ออกกำลังกายเยอะ ทำไมไขมันยังดื้อ เจาะสาเหตุหลักที่ทำให้กล้ามไม่ขึ้น

ปัญหากล้ามไม่คมชัดทั้งที่ออกกำลังกายอย่างหนักและกินอาหารที่ดีแล้ว เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ชาย แล้วปัญหานี้ต้องแก้อย่างไรให้ไม่เหนื่อยเปล่า TrueID Sport จะมาไขปัญหานี้ให้ผู้ชายรักสุขภาพอย่างคุณมีกล้ามที่คมสวยกัน กินดี ออกกำลังกายเยอะ ทำไมไขมันยังดื้อ เจาะสาเหตุหลักที่ทำให้กล้ามไม่ขึ้น วิธีเพิ่มความคมชัดของกล้ามเนื้อ 1.สร้างสภาวะขาดดุลแคลอรี่ หัวใจของการลดไขมันคือการกินให้น้อยกว่าที่ใช้ แต่ต้องทำอย่างมีระบบ คำนวณ TDEE: ตั้งเป้าขาดดุล 300500 แคลอรี่ต่อวัน เพื่อให้ลดไขมันแบบค่อยเป็นค่อยไป กินอาหารโปรตีนสูง: ช่วง Cutting ควรบริโภคโปรตีน 2.02.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เพื่อรักษามวลกล้ามและช่วยให้อิ่มนาน เลือกคาร์บและไขมันอย่างมีกลยุทธ์: เลือกคาร์บเชิงซ้อน เช่นข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต และไขมันดีอย่างอะโวคาโด ถั่ว หลีกเลี่ยงน้ำตาลแปรรูปและไขมันทรานส์ 2. ปรับรูปแบบการฝึกเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ อย่าลดน้ำหนักจนกล้ามหายให้ตั้งโปรแกรมการออกกำลังกายดังนี้ เน้นการฝึกแบบมีแรงต้าน : อย่าลดความหนัก การฝึกด้วยน้ำหนักที่หนักพอสมควรและเน้นการเพิ่มความหนักแบบก้าวหน้า (Progressive Overload) ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการ ส่งสัญญาณให้กล้ามเนื้อคงอยู่ ในขณะที่คุณกำลังลดน้ำหนักช่วงการทำซ้ำ (Rep Range): เน้นช่วง Hypertrophy โดยทั่วไปคือ 6 ถึง 12 ครั้ง และฝึกให้ใกล้เคียงหรือถึงภาวะกล้ามเนื้อล้า ใช้คาร์ดิโออย่างมีกลยุทธ์: คาร์ดิโอความเข้มข้นสูง (HIIT): เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเผาผลาญแคลอรี่และปรับปรุงความไวของอินซูลินในเวลาอันสั้น คาร์ดิโอความเข้มข้นต่ำอย่างสม่ำเสมอ (LISS): เช่น การเดินเร็ว 30-60 นาทีต่อวัน เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มการใช้พลังงานทั้งหมดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของการฝึกด้วยน้ำหนักมากเกินไป 3. จัดการไลฟ์สไตล์ให้เหมาะสม ระวังกล้ามไม่ขึ้นเพราะพักไม่พอและเครียดเกินไปให้โฟกัสดังนี้ คุณภาพการนอนหลับ: ตั้งเป้าหมายให้นอนหลับได้ 7-9 ชั่วโมง อย่างมีคุณภาพทุกคืน การนอนหลับที่ดีที่สุดคือช่วงเวลาที่ร่างกายปล่อยฮอร์โมนที่สำคัญต่อการฟื้นตัวและลดไขมัน ลดและจัดการคอร์ติซอล: ใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ หรือการใช้เวลากับงานอดิเรกเพื่อควบคุมความเครียดเรื้อรัง ซึ่งมักขัดขวางการลดไขมัน โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ความสม่ำเสมอ: ความคมชัดของกล้ามเนื้อไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ต้องใช้ความสม่ำเสมออย่างต่อเนื่องในทุกด้านทั้งอาหาร การฝึก และการพักผ่อนเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน บทความที่คุณอาจสนใจ วิธี Hack ร่างกายผู้ชายสายสร้างกล้าม ดูแลตัวเองอย่างไรสร้างกล้ามได้ไว เวลาน้อยก็หุ่นดีได้ วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ชายเวลาน้อย รวมท่าปั้นหัวไหล่ผู้ชายเวลาน้อย ภายใน 15 นาที ไหล่สวยได้แม้ไม่มีเวลา วิธีกินตาม TDEE สำหรับผู้ชายอยากปั้นกล้าม กินอย่างไรให้ได้ผล Warm up กับ Cool down ต่างกันอย่างไรทำไมสำคัญต่อการสร้างกล้าม วิธีเลือกดัมเบลสำหรับผู้ชายให้เหมาะกับการออกกำลังกาย รวมท่าออกกำลังกาย Dumbbell Complex เวลาน้อยได้ผลมาก รวมท่าฝึกแกนกลางลำตัว แบบไม่หนัก ได้กล้ามสวยแก้ปวดหลัง ทำตามง่าย สาเหตุที่ออกกำลังกายหนักแต่ไม่มีกล้าม เปลี่ยนวิธีนี้กล้ามขึ้นแน่

4 เทคนิค CBT-I เคล็ดลับการนอน แก้ปัญหานอนไม่หลับ แบบไม่ใช้ยา
อ่าน

4 เทคนิค CBT-I เคล็ดลับการนอน แก้ปัญหานอนไม่หลับ แบบไม่ใช้ยา

หลายคนอยากมีคืนที่หลับสนิท ตื่นมาแล้วสดชื่น แต่ความจริงคือมีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเจอกับปัญหา นอนไม่หลับ (Insomnia) ไม่ว่าจะนอนยาก ตื่นกลางดึก หรือตื่นแล้วหลับต่อไม่ได้ ลองมาหลายวิธีทั้งปรับห้องนอน ปิดไฟ นับแกะ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นสักที ข่าวดีคือ ปัญหานี้ ไม่ได้มีทางออกแค่การกินยานอนหลับเท่านั้น วันนี้เลยอยากชวนมารู้จักทางเลือกที่ปลอดภัยและยั่งยืน นั่นคือ เทคนิค CBT-I แก้ปัญหานอนไม่หลับ ซึ่งเป็นการบำบัดที่ช่วยปรับความคิดและพฤติกรรม เพื่อให้การนอนกลับมาเป็นธรรมชาติอีกครั้งค่ะ CBT-I คืออะไร? ทำไมถึงช่วยแก้นอนไม่หลับได้จริง CBT-I (Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia) ไม่ใช่แค่เคล็ดลับการนอนทั่วไป แต่เป็นการบำบัดที่มีงานวิจัยรองรับ ใช้รักษา โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง โดยตรง จุดเด่นคือ ไม่พึ่งยา ไม่มีผลข้างเคียง ช่วยแก้ที่ ต้นเหตุ ของปัญหาการนอน ถ้าใครกำลังมองหาวิธีที่ ปลอดภัยและยั่งยืน CBT-I ถือเป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และ CBT-I แก้นอนไม่หลับได้จริง ค่ะ เทคนิค CBT-I ที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น 1. การควบคุมสิ่งกระตุ้น (Stimulus Control) ช่วยให้สมองจดจำว่า เตียง = ที่นอนหลับ ไม่ใช่ที่เครียดหรือคิดมาก หลักง่าย ๆ คือ ใช้เตียงเพื่อ นอน และกิจกรรมทางเพศเท่านั้น งดดูทีวี เล่นมือถือ ทำงาน หรือกินข้าวบนเตียง ถ้านอนไม่หลับภายใน 1520 นาที ให้ลุกออกจากเตียง ไปทำกิจกรรมเบา ๆ แล้วกลับมานอนเมื่อเริ่มง่วงจริง ๆ 2. การจำกัดการนอน (Sleep Restriction Therapy) ฟังดูแปลก แต่การลดเวลานอนจะช่วยเพิ่มความง่วงในคืนถัดไป ทำยังไงดี จดบันทึกว่าหลับได้จริงวันละกี่ชั่วโมง กำหนดเวลาอยู่บนเตียงให้ใกล้เคียงกับเวลาที่หลับจริง เมื่อเริ่มหลับง่ายขึ้น ค่อยเพิ่มเวลาอยู่บนเตียงทีละ 1520 นาที 3. การบำบัดความคิด (Cognitive Therapy) ความคิดลบและความกังวลคือศัตรูตัวร้ายของการนอน ตัวอย่างการปรับความคิด จาก คืนนี้ต้องนอนไม่หลับแน่ ๆ เปลี่ยนเป็น ถ้ายังไม่หลับ เดี๋ยวลุกไปผ่อนคลายแล้วค่อยกลับมานอนใหม่ การเปลี่ยนมุมมองเล็ก ๆ ช่วยลดความเครียดก่อนนอนได้มากค่ะ 4. สุขอนามัยการนอนที่ดี (Sleep Hygiene) พื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมให้ CBT-I เห็นผลมากขึ้น เข้านอนตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน แม้วันหยุด ห้องนอนควรมืด เงียบ และอากาศเย็นสบาย เลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และการออกกำลังกายหนักก่อนนอน CBT-I เพื่อการนอนที่ดีในระยะยาว เทคนิค CBT-I แก้ปัญหานอนไม่หลับ ไม่ใช้ยา อาจไม่ใช่วิธีที่เห็นผลทันทีในคืนเดียว แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ช่วยให้วงจรการนอนกลับมาทำงานได้ดีตามธรรมชาติ ซึ่งเมื่อทำต่อเนื่อง จะเริ่มรู้สึกได้ถึง หลับง่ายขึ้น ตื่นกลางดึกน้อยลง ตื่นเช้าได้สดชื่นขึ้น สุขภาพกายและใจดีขึ้นอย่างชัดเจน ถ้าตอนนี้กำลังเจอปัญหา นอนไม่หลับ ลองเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ในคืนนี้เลย เช่น ลุกออกจากเตียงเมื่อนอนไม่หลับ หรือกำหนดเวลานอนให้สม่ำเสมอ แล้วค่อย ๆ ปรับตามหลัก CBT-I นะคะ บทความที่คุณอาจสนใจ 7 วิตามิน ช่วยเสริมคุณภาพการนอนหลับ ตื่นมาแล้วสดชื่น หมดปัญหาหน้าโทรม! 6 อาหารและเครื่องดื่มที่ควรทานก่อนนอน มีสารช่วยนอนหลับ ช่วยหลับลึก หลับเร็ว

สยบรังแคผู้ชายเหงื่อเยอะ เทคนิคสระผมลดคัน-ขจัดรังแค กู้ชีพหนังหัวให้กลับมาสะอาด
อ่าน

สยบรังแคผู้ชายเหงื่อเยอะ เทคนิคสระผมลดคัน-ขจัดรังแค กู้ชีพหนังหัวให้กลับมาสะอาด

ปัญหารังแคในผู้ชายทำให้บุคลิกเสีย และรู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งวัน แล้วยิ่งคนที่มีเหงื่อออกเยอะก็ยิ่งทำให้เกิดอาการคันเป็นอย่างมาก แล้วจะมีวิธีสระผมอย่างไรให้สบายหนังหัว แถมยังช่วยขจัดรังแคได้ TrueID Sport มีเทคนิคดีๆ มาฝากคุณกัน สยบรังแคผู้ชายเหงื่อเยอะ เทคนิคสระผมลดคัน-ขจัดรังแค กู้ชีพหนังหัวให้กลับมาสะอาด รังแคเกิดจากอะไร? รังแคเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า มาลาสซีเซีย (Malassezia) ซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนังของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงตามธรรมชาติ เชื้อรานี้เติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นและน้ำมัน เมื่อหนังศีรษะมีเหงื่อสะสมและอับชื้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะยิ่งกระตุ้นให้เชื้อราเจริญเติบโตมากขึ้น จนเกิดรังแคเรื้อรังได้ เทคนิคการสระผมเพื่อลดรังแค สระผมให้บ่อยขึ้น หากคุณมีเหงื่อออกมาก โดยเฉพาะหลังออกกำลังกายหรือในสภาพอากาศร้อน ควรสระผมบ่อยกว่าปกติ เช่น ทุกวันหรือวันเว้นวัน เพราะการสะสมของเหงื่อและน้ำมันจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้เชื้อราก่อรังแคเติบโต ใส่ใจขั้นตอนการสระผม (สำหรับแชมพูธรรมดา) ล้างผมด้วยน้ำเปล่าอย่างน้อย 1 นาที ก่อนลงแชมพู เพื่อชะล้างฝุ่นและสิ่งสกปรกออกไป สระรอบแรก ใช้แชมพูในปริมาณพอเหมาะ แต้มบริเวณหนังศีรษะที่มักเกิดรังแค ใช้ปลายนิ้วนวดเบาๆ หรือใช้แปรงซิลิโคนขยี้ 12 นาที แล้วล้างออก สระรอบสอง ทำเช่นเดียวกับรอบแรก แต่เน้นความสะอาดของหนังศีรษะ ไม่ต้องใช้ครีมนวดผม ซับผมให้หมาดและเป่าให้แห้งทันทีด้วยลมเย็น อย่าปล่อยให้แห้งเอง เพราะความชื้นจะกระตุ้นการเติบโตของเชื้อรา เลือกใช้แชมพูขจัดรังแคที่มีตัวยา หากแชมพูธรรมดาเอาไม่อยู่ ลองใช้แชมพูที่มีสารออกฤทธิ์ เช่น: Zinc Pyrithione: ต้านเชื้อราและแบคทีเรีย เหมาะสำหรับรังแคทั่วไป Selenium Sulfide: ชะลอการผลัดเซลล์ผิว ลดขุย เหมาะสำหรับรังแคระดับปานกลางถึงรุนแรง Ketoconazole: ยาต้านเชื้อรากลุ่ม Azole ใช้ในกรณีรังแครุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อสารอื่น Salicylic Acid: ช่วยผลัดเซลล์ผิวและขจัดสะเก็ด ใช้ร่วมกับสารต้านเชื้อรา เทคนิคการใช้แชมพูยา ครั้งแรก: สระเร็วๆ ด้วยแชมพูธรรมดาเพื่อขจัดสิ่งสกปรก ครั้งที่สอง: ใช้แชมพูยาขจัดรังแค เน้นหนังศีรษะ นวดเบาๆ 12 นาที และปล่อยทิ้งไว้ 35 นาทีตามคำแนะนำบนขวด ก่อนล้างออก เคล็ดลับเพิ่มเติม ใช้น้ำอุ่นสระผม และล้างครั้งสุดท้ายด้วยน้ำเย็นเพื่อลดการขับเหงื่อ ลงครีมนวดเฉพาะกลางถึงปลายผม หลีกเลี่ยงหนังศีรษะ หลังออกกำลังกาย หากไม่สระเต็มรูปแบบ ให้ล้างหนังศีรษะด้วยน้ำเปล่าและลงครีมนวดที่ปลายผม ผลัดเซลล์หนังศีรษะสัปดาห์ละครั้งด้วยสครับอ่อนโยนหรือผลิตภัณฑ์ที่มี Salicylic Acid เป่าผมให้แห้งสนิทเสมอ และหลีกเลี่ยงการมัดผมเปียก เลือกทรงผมที่ระบายอากาศได้ดี และหลีกเลี่ยงการสวมหมวกแน่นหลังสระผมหรือเหงื่อออก บทความที่คุณอาจสนใจ วิธี Hack ร่างกายผู้ชายสายสร้างกล้าม ดูแลตัวเองอย่างไรสร้างกล้ามได้ไว เวลาน้อยก็หุ่นดีได้ วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ชายเวลาน้อย รวมท่าปั้นหัวไหล่ผู้ชายเวลาน้อย ภายใน 15 นาที ไหล่สวยได้แม้ไม่มีเวลา วิธีกินตาม TDEE สำหรับผู้ชายอยากปั้นกล้าม กินอย่างไรให้ได้ผล Warm up กับ Cool down ต่างกันอย่างไรทำไมสำคัญต่อการสร้างกล้าม

ปวดท้องประจำเดือน กินอะไรดี? รวม 5 อาหารจากธรรมชาติ ที่สาวๆ ต้องมีติดบ้าน
อ่าน

ปวดท้องประจำเดือน กินอะไรดี? รวม 5 อาหารจากธรรมชาติ ที่สาวๆ ต้องมีติดบ้าน

ช่วงวันนั้นของเดือนทีไร อาการปวดท้องน้อย ท้องอืด หรืออารมณ์แปรปรวนก็มาเยือนใช่ไหมคะ? อย่าปล่อยให้อาการ ปวดท้องประจำเดือน มาทำให้เราใช้ชีวิตได้ไม่เต็มที่เลยค่ะ! จริง ๆ แล้วอาหารที่เราทานเข้าไปมีผลอย่างมากต่ออาการเหล่านี้ การเลือกทาน อาหารบํารุงร่างกายช่วงมีประจําเดือน ที่เหมาะสม ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความไม่สบายตัว แต่ยังช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารสำคัญที่สูญเสียไปอีกด้วย ลองมาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่เราควรเตรียมไว้ติดบ้าน เพื่อให้ช่วงนี้ของเดือนผ่านไปอย่างราบรื่นและสบายตัวกว่าที่เคยค่ะ การดูแลตัวเองแบบองค์รวมถือเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการกับอาการ ปวดท้องประจําเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับพฤติกรรมการกิน การเพิ่ม อาหารช่วยลดอาการปวดประจําเดือนแบบธรรมชาติ เข้าไปในมื้ออาหารแต่ละวันเป็นวิธีที่ง่ายและเห็นผล โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุ และไขมันดีในปริมาณสูง สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดการอักเสบในร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการปวดท้องอย่างรุนแรงค่ะ วันนี้เราได้รวบรวม 5 อาหารที่จะมาช่วยให้สาวๆ ต่อสู้กับอาการปวดท้องในแต่ละเดือน พร้อมบอกเหตุผลด้วยว่าทำไมอาหารเหล่านี้ถึงสำคัญต่อร่างกายในช่วงนี้ มาดูกันเลยค่ะ 5 อาหารลดอาการปวดท้องประจำเดือน 1. ปลาที่มีไขมันดี (แซลมอน, แมคเคอเรล) ปลาที่มีไขมันดี อย่างปลาแซลมอนหรือปลาแมคเคอเรลเป็นแหล่งของ กรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบตามธรรมชาติ งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า โอเมก้า 3 สามารถช่วยลดการผลิตสารพรอสตาแกลนดินส์ (Prostaglandins) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มดลูกเกิดการหดตัวและเป็นสาเหตุของอาการปวดท้องนั่นเองค่ะ การทานปลาเหล่านี้ในช่วงมีประจำเดือนจึงช่วยให้ อาการปวดท้องประจำเดือนลดลง ได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังช่วยปรับอารมณ์และลดความเครียดได้อีกด้วยนะคะ 2. ดาร์กช็อกโกแลต (แบบที่มีโกโก้ 70% ขึ้นไป) ใครว่าทานช็อกโกแลตแล้วอ้วน? ช่วงมีประจำเดือนนี่แหละค่ะที่เราควรทาน! ดาร์กช็อกโกแลต เป็นของหวานที่ให้ประโยชน์ เพราะอุดมไปด้วย ธาตุเหล็ก ที่สำคัญมากในการชดเชยเลือดที่เราเสียไป และยังช่วยลดอาการอ่อนเพลียหรือรู้สึกมึนหัวได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมี แมกนีเซียม สูง ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย รวมถึงกล้ามเนื้อบริเวณมดลูกด้วย ทำให้ช่วยบรรเทาอาการปวดเกร็งได้ดีสุดๆ เลือกทานแบบที่มีโกโก้เข้มข้น (70% ขึ้นไป) เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดนะคะ 3. ผักใบเขียว (ผักโขม, คะน้า) การมีประจำเดือนทำให้ร่างกายสูญเสียเลือด ดังนั้น ธาตุเหล็ก จึงเป็นสิ่งที่เราต้องเติมเข้าไปอย่างเร่งด่วนค่ะ ผักใบเขียว อย่างผักโขม หรือคะน้า คือแหล่งธาตุเหล็กชั้นดีที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย การทานผักเหล่านี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด หรือภาวะโลหิตจาง นอกจากนี้ยังมี วิตามินเค ที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด และมี ไฟเบอร์ ที่ช่วยลดอาการท้องผูกหรือท้องอืดที่มักจะเกิดในช่วงนี้อีกด้วยค่ะ 4. ขิง เครื่องเทศอย่าง ขิง ไม่ได้มีดีแค่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นนะคะ! ขิงถือเป็น สมุนไพรช่วยลดปวดประจำเดือน ที่มีการใช้กันมาอย่างยาวนาน เพราะมีสารต้านการอักเสบที่มีฤทธิ์คล้ายยาแก้ปวดตามธรรมชาติเลยค่ะ การดื่ม น้ำขิงอุ่นๆ หรือใส่ขิงลงในอาหาร จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ ลองจิบชาขิงในช่วงเช้าเพื่อเริ่มต้นวันอย่างสดชื่นและสบายท้องดูนะคะ 5. กล้วย ผลไม้ที่หาซื้อได้ง่ายอย่าง กล้วย ก็เป็นอีกหนึ่งสุดยอดอาหารในช่วงนี้ค่ะ กล้วยอุดมไปด้วย วิตามิน B6 และ โพแทสเซียม ซึ่งช่วยลดอาการท้องอืดและกักเก็บน้ำในร่างกาย และ วิตามิน B6 ในกล้วยยังมีส่วนช่วยในการผลิตสารสื่อประสาทที่ช่วยปรับอารมณ์ ทำให้เราลดอาการหงุดหงิดหรืออารมณ์แปรปรวนลงได้ ถือเป็นอาหารที่ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นและทำให้ร่างกายรู้สึกเบาสบายตลอดวันเลยค่ะ การเลือกทาน อาหารช่วยลดอาการปวดท้องประจําเดือน ทั้ง 5 ชนิดนี้ เป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาวค่ะ จำไว้ว่าการดูแลตัวเองให้ดีที่สุดในช่วงนี้คือการทานอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วน ดื่มน้ำให้เพียงพอ (อาจจะลองดื่ม น้ําอุ่นช่วงมีประจําเดือน จะช่วยได้มาก) และพักผ่อนให้มากเข้าไว้ เมื่อเราเติมพลังงานดีๆ ให้ร่างกายแล้ว อาการปวดท้องประจำเดือนก็จะลดความรุนแรงลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ 7 เครื่องดื่มควรเลี่ยงช่วงมีประจำเดือน ไม่อยากปวดเมนส์ เลิกดื่มสิ่งนี้ 6 อาหารเสริม ลดฮอร์โมน ปรับรอบเดือน ประจำเดือนมาตรง ไม่ต้องปวดท้องทุกเดือน!

กลิ่นเต่าฝังลึกเอาอยู่ สูตรลับ "กำจัดกลิ่นเต่าฝังแน่น" หยุดเหม็นด้วยของใกล้ตัว
อ่าน

กลิ่นเต่าฝังลึกเอาอยู่ สูตรลับ "กำจัดกลิ่นเต่าฝังแน่น" หยุดเหม็นด้วยของใกล้ตัว

กลิ่นตัวเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้ผู้ชายหลายคนเสียความมั่นใจ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา เหงื่อออกง่าย และแบคทีเรียก็เติบโตเร็ว ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ แม้จะใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายทั่วไปบางครั้งก็ยังเอาไม่อยู่จนกลายเป็นกลิ่นเต่าฝังแน่น แต่รู้ไหมว่าคุณสามารถใช้ของใกล้ตัวภายในบ้านแก้ปัญหานี้ได้ วันนี้ TrueID Sport จะพาคุณไปเป็นผู้ชายตัวหอมกลิ่นเต่าหายด้วยวิธีง่ายกัน กลิ่นเต่าฝังลึกเอาอยู่ สูตรลับ "กำจัดกลิ่นเต่าฝังแน่น" หยุดเหม็นด้วยของใกล้ตัว 1. เบกกิ้งโซดา (Sodium Bicarbonate) คุณสมบัติหลัก:เบกกิ้งโซดามีฤทธิ์เป็นด่าง ช่วยปรับสมดุลความเป็นกรดที่แบคทีเรียชอบ และดูดซับความชื้นส่วนเกิน ทำให้ผิวแห้งขึ้น ลดโอกาสเกิดกลิ่น วิธีใช้:ผสมเบกกิ้งโซดา 1 ส่วน กับน้ำ 1 ส่วน หรือน้ำมากกว่าเล็กน้อย เพื่อให้เป็นเนื้อครีมข้น ทาบาง ๆ ทิ้งไว้ให้แห้งสักครู่ แล้วล้างออก ข้อควรระวัง:ทดสอบบนผิวเล็ก ๆ ก่อน เพราะความเป็นด่างอาจทำให้ระคายเคือง โดยเฉพาะหลังโกนขนใหม่ ๆ 2. น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิล (Apple Cider Vinegar - ACV) คุณสมบัติหลัก:มีกรดอะซิติกที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและปรับค่า pH ของผิว ทำให้แบคทีเรียเติบโตได้ยาก วิธีใช้:เจือจาง ACV 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ ใช้สำลีชุบเช็ดบริเวณใต้วงแขน หรือใส่ในขวดสเปรย์แล้วฉีดพ่น ทิ้งไว้ให้แห้งเองตามธรรมชาติก่อนใส่เสื้อผ้า ข้อควรระวัง:ต้องเจือจางทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงใช้บนผิวที่มีแผลหรือเพิ่งโกนขน เพราะอาจแสบ 3. น้ำมะนาว คุณสมบัติหลัก:กรดซิตริกในน้ำมะนาวช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่น วิธีใช้:ผสมน้ำมะนาวครึ่งลูกกับน้ำในปริมาณเท่ากัน ใช้สำลีทาใต้วงแขน ข้อควรระวัง:ห้ามใช้หลังโกนหรือแว็กซ์ขน และควรหลีกเลี่ยงแสงแดดหลังทา เพราะอาจทำให้ผิวคล้ำ 4. น้ำมันมะพร้าว คุณสมบัติหลัก:มีกรดไขมันสายกลางที่ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ วิธีใช้:ใช้น้ำมันมะพร้าวปริมาณเพียงเล็กน้อยประมาณ 1/4 ช้อนชา ทาและนวดเบา ๆ บริเวณใต้วงแขนด้วยปลายนิ้ว ให้ซึมซาบเข้าสู่ผิว ข้อควรระวัง:ใช้มากเกินไปอาจทำให้เสื้อผ้าเป็นคราบ 5. แป้งข้าวโพดหรือแป้งมันสำปะหลัง คุณสมบัติหลัก:ช่วยดูดซับความชื้น ลดสภาพแวดล้อมที่แบคทีเรียชอบ วิธีใช้:ใช้เดี่ยว ๆ โดยการโรยแป้งเพียงเล็กน้อยบนผิวใต้วงแขนที่สะอาดและแห้ง หรือผสมกับเบกกิ้งโซดา เช่น แป้งข้าวโพด 6 ส่วน ต่อ เบกกิ้งโซดา 1 ส่วน ข้อควรระวัง:ไม่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียโดยตรง ควรใช้ร่วมกับวิธีอื่นเพื่อควบคุมกลิ่น 6. ยาสีฟัน คุณสมบัติหลัก:สารทำความสะอาดและเมนทอลช่วยขจัดกลิ่นแรง ๆ ได้รวดเร็ว วิธีใช้:ทาบาง ๆ ใต้วงแขนประมาณ 5-10 นาที (อาจทาก่อนอาบน้ำ) จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ข้อควรระวัง:ทดสอบก่อนใช้ และอย่าใช้มากเกินไป บทความที่คุณอาจสนใจ วิธี Hack ร่างกายผู้ชายสายสร้างกล้าม ดูแลตัวเองอย่างไรสร้างกล้ามได้ไว เวลาน้อยก็หุ่นดีได้ วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ชายเวลาน้อย รวมท่าปั้นหัวไหล่ผู้ชายเวลาน้อย ภายใน 15 นาที ไหล่สวยได้แม้ไม่มีเวลา วิธีกินตาม TDEE สำหรับผู้ชายอยากปั้นกล้าม กินอย่างไรให้ได้ผล Warm up กับ Cool down ต่างกันอย่างไรทำไมสำคัญต่อการสร้างกล้าม

5 วิตามิน สำหรับปลายประสาท ยี่ห้อไหนดี ปลายประสาทอักเสบ มีอาการเหน็บชา เช็กเลย
อ่าน

5 วิตามิน สำหรับปลายประสาท ยี่ห้อไหนดี ปลายประสาทอักเสบ มีอาการเหน็บชา เช็กเลย

หากใครที่เริ่มรู้สึกถึงอาการเตือนปลายประสาทอักเสบ และกำลังมองหา วิตามิน สำหรับดูแลปลายประสาท วันนี้เราก็ได้รวมลิสต์วิตามินสำหรับปลายประสาท อาหารเสริมที่จะช่วยดูแลปลายประสาทมาฝากกันแล้ว ซึ่งแม้จะดูเหมือนไม่อันตรายแต่ปลายประสาทอักเสบก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ไม่น้อย หากปล่อยไว้นานๆ งานนี้หากเริ่มมีอาการเหล่านี้บอกเลยว่าอย่ารอช้า ต้องรีบปรึกษาแพทย์หรือหาวิตามินมากินด่วนๆ ! อาการของโรคปลายประสาทอักเสบ เหน็บและชา ที่บริเวณปลายมือและเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะที่เท้า เสียการทรงตัว หรือเดินเซ ความดันโลหิตต่ำ เหงื่อออกมากกว่าปกติ ท้องผูก อาหารย่อยยาก โดยอาการของโรคปลายประสาทอักเสบ อาจเกิดขึ้นได้จากการขาดวิตามินบี และเกิดขึ้นได้กับกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น โรคเบาหวาน วิตามิน สำหรับปลายประสาทอักเสบ ยี่ห้อไหนดี 1. Neurobion นิวโรเบียน เป็นวิตามินที่อัดแน่นวิตามินบีหลายชนิดมากด้วยกันค่ะ มีทั้งวิตามิน บี 1, บี 6 และ บี 12 โดยจะช่วยดูแลอาการปลายประสาทอักเสบ โดยเฉพาะอาการชาของเส้นประสาทบริเวณ หน้า คอ อาการปวดหลังส่วนล่าง กระดูกก้น โดยวิตามินบี 1 จะช่วยในการบำรุงประสาท กล้ามเนื้อและหัวใจให้ทำงานปกติ วิตามินบี 6 จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ลดอาการเหน็บชา อาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง ตะคริว อาการชาปลายมือปลายเท้า และวิตามินบี 12 จะช่วยบำรุงประสาทนั่นเองค่ะ วิธีรับประทาน : ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร 2. Alinamin EX Plus สำหรับตัวนี้ก็เป็นวิตามินบีรวมตัวดังจากญี่ปุ่นนั่นเองค่ะ โดยในวิตามินตัวนี้ก็จะอุดมไปด้วยเฟอซัลไทอามีน ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และบี 12 ซึ่งจะช่วยดูแลอาการปลายประสาทอักเสบ ชาตามปลายมือปลายเท้า จากการขาดวิตามินบี 1 นอกจากนี้วิตามินตัวนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ร่างกายอ่อนเพลีย ใครคนที่ต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายระหว่างการพักฟื้นและเจ็บป่วยก็สามารถทานได้ค่ะ วิธีรับประทาน : ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง หลังอาหารทันที 3. BLACKMORES Multi B เป็นแบรนด์วิตามินที่หลายๆ คนรู้จักกันดีค่ะ สำหรับ BLACKMORES ซึ่งวิตามินตัวนี้เค้าก็มีส่วนผสมของวิตามินบีหลากหลายชนิดค่ะ ทั้งวิตามินบี 1, บี 2, บี 6 และบี 12 โดยจะช่วยดูแลการทำงานของระบบประสาท ปลายประสาทอักเสบ และยังเหมาะกับคนที่มีภาวะเครียดหรือพักผ่อนน้อยจากการทำงานหนักอีกด้วย วิธีรับประทาน : ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง พร้อมมื้ออาหาร 4. DHC Vitamin B MIX ตัวนี้ก็เป็นวิตามินตัวดังจากญี่ปุ่นเช่นกันค่ะ ซึ่งวิตามินตัวนี้ก็เป็นวิตามินบีรวม โดยอัดแน่นมาทั้งวิตามินบี 1, บี 2, บี 6 และบี 12 ซึ่งจะช่วยในเรื่องการเจริญเติบโต ช่วยดูแลระบบประสาทสมอง และสายตา และไม่เพียงแค่วิตามินบีเท่านั้นค่ะ แต่วิตามินตัวนี้เค้ายังมีส่วนผสมอื่นๆ ที่ช่วยเรื่องผิวและสิวอีกด้วย วิธีรับประทาน : ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น 5. Giffarine Choline B สำหรับตัวนี้เค้ามีส่วนผสมทั้งโคลีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็น และช่วยในการทำงานของระบบประสาท เช่น ความจำและการทำงานของกล้ามเนื้อ และยังมีวิตามินบี-คอมเพล็กซ์ หรือวิตามินบีรวม ที่มาช่วยในการทำงานของระบบประสาททั้งหมดในร่างกาย เหมาะสำหรับคนที่มีอาการเหน็บชา เส้นประสาทอักเสบ ตากระตุก ผิวหนังอักเสบ วิธีรับประทาน : วันละ 1-3 แคปซูล พร้อมอาหาร บทความที่คุณอาจสนใจ 7 วิตามินบีรวม ยี่ห้อไหนดี สำหรับวัยเรียนและวัยทำงาน พักผ่อนน้อย อ่อนเพลีย ต้องกิน! วิตามินบี กินอย่างไร อาการแบบไหนแปลว่าร่างกายขาดวิตามิน B

แจกลิสต์ 6 สบู่ทำความสะอาดน้องชาย ล้างน้องชายอย่างไรให้สะอาดมั่นใจ
อ่าน

แจกลิสต์ 6 สบู่ทำความสะอาดน้องชาย ล้างน้องชายอย่างไรให้สะอาดมั่นใจ

การ ล้างน้องชาย อย่างถูกวิธีเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ชายหลายคนมักมองข้าม เพราะบริเวณจุดซ่อนเร้นนั้นบอบบางและมีโอกาสเกิดกลิ่นอับหรือการระคายเคืองได้ง่าย หากไม่ดูแลให้ถูกวิธี การเลือก สบู่ล้างน้องชาย หรือ สบู่ทำความสะอาดน้องชาย ที่มีค่า pH เหมาะสมจึงเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ช่วยให้รู้สึกสะอาดและมั่นใจมากขึ้นทุกวัน สำหรับใครที่สงสัยว่า วิธีทำความสะอาดน้องชาย ที่ถูกต้องควรทำอย่างไร หรือมี วิธีล้างน้องชายไม่ให้มีกลิ่น แบบไหนที่ปลอดภัย วันนี้เรามีคำแนะนำเรื่อง วิธีทำความสะอาดอวัยวะเพศชาย อย่างถูกต้อง พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ล้างเฉพาะจุดสำหรับผู้ชายที่ช่วยให้รู้สึกสะอาด สดชื่น และมั่นใจได้ตลอดวัน วิธีล้างน้องชายที่ถูกต้อง ไม่ให้มีกลิ่น สะอาดมั่นใจ 1. เริ่มจากล้างด้วยน้ำสะอาด ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ควรล้างน้องชายด้วยน้ำสะอาดเพื่อลดสิ่งสกปรก เหงื่อ และคราบต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ในระหว่างวัน หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนจัด เพราะอุณหภูมิสูงจะทำให้ผิวบริเวณนั้นแห้ง แตก และเกิดการระคายเคืองได้ง่าย 2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะจุดสำหรับผู้ชาย ผิวบริเวณจุดซ่อนเร้นมีความบอบบางและมีแบคทีเรียดีที่ช่วยปกป้องผิว การใช้สบู่หรือเจลอาบน้ำทั่วไปซึ่งมีค่าความเป็นด่างสูงเกินไป อาจไปทำลายสมดุลนี้ได้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยนที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ เพื่อคงความสะอาดโดยไม่ทำให้ผิวแห้งหรือคัน 3. ทำความสะอาดอย่างเบามือบริเวณหัวและใต้หนังหุ้มปลาย ใช้นิ้วดึงหนังหุ้มปลายออกอย่างระมัดระวัง แล้วล้างทำความสะอาดบริเวณหัวและใต้รอยพับ เพราะเป็นจุดที่มีคราบโปรตีนและแบคทีเรียสะสมได้ง่าย อย่าขัดแรงหรือถูรุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบหรือแผลเล็ก ๆ ได้ 4. ล้างออกให้สะอาดและซับให้แห้งสนิท หลังล้างเสร็จ ควรใช้น้ำสะอาดล้างออกจนหมด ไม่ให้มีฟองหรือคราบผลิตภัณฑ์หลงเหลืออยู่ จากนั้นใช้ผ้าขนหนูนุ่มซับเบา ๆ ให้แห้งสนิทก่อนสวมกางเกงใน การปล่อยให้ชื้นอาจทำให้เกิดกลิ่นอับหรือเชื้อราได้ 5. เปลี่ยนกางเกงในเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะหลังออกกำลังกายหรืออยู่ในที่อับชื้นนาน ๆ เพราะเหงื่อและความชื้นเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ การเปลี่ยนกางเกงในใหม่ทุกวันและเลือกผ้าที่ระบายอากาศดี เช่น ผ้าฝ้าย จะช่วยให้น้องชายสะอาดและสบายตัวตลอดวัน 6 สบู่ทำความสะอาดน้องชาย ล้างน้องชายด้วยอะไรให้สะอาดมั่นใจ Bond Men's Intimate Wash intimi Masculine Intimate Wash Kurin Care BenJr Intimate Spot Cleansing Men In Intimate Soap Era Wonbeauty Seiei Delicate Zone Cleansing For Men 1. Bond Men's Intimate Wash เนื้อเจลลื่นใช้งานง่าย ล้างออกไม่ยาก ช่วยให้น้องชายสะอาดและรู้สึกสดชื่น เหมาะกับผู้ชายทุกไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความมั่นใจในทุกวัน มีให้เลือกหลายสูตร ทั้งสูตรอ่อนโยน สูตรเย็น สูตรกลิ่นหอมยาวนาน และสูตรผสมวิตามินที่ช่วยให้ผิวรู้สึกนุ่มชุ่มชื้นมากขึ้น ทุกสูตรถูกออกแบบให้มีค่า pH สมดุลและมีกลิ่นหอมสะอาดในแบบเฉพาะของแบรนด์ โดยเฉพาะกลิ่นหอมคือจุดเด่นของ Bond ที่หลายคนชื่นชอบ เพราะให้ความหอมสะอาดคล้ายกลิ่นน้ำหอมผู้ชายระดับพรีเมียม ใช้แล้วรู้สึกมั่นใจและดูดีขึ้นในทุกวัน เหมาะสำหรับใช้หลังออกกำลังกายหรือวันที่ต้องการความสดชื่นเป็นพิเศษ ปริมาณ: 130ml ราคา: 245.- 2. intimi Masculine Intimate Wash ออกแบบมาให้เหมาะกับผิวบริเวณอ่อนโยนโดยเฉพาะ ด้วยค่า pH 5.5 และสารทำความสะอาดจากธรรมชาติ ช่วยให้ผิวรู้สึกสะอาด สดชื่น และไม่แห้งตึงหลังใช้ เนื้อสัมผัสนุ่มลื่น ล้างออกง่าย มาพร้อมกลิ่นหอมบางเบาแบบสะอาดในสไตล์ผู้ชายทันสมัย เหมาะกับผู้ชายผิวแพ้ง่าย เพราะปราศจาก SLS, SLES, สบู่, ซัลเฟต, พาราเบน, มิเนอรัลออยล์, แอลกอฮอล์ และสีสังเคราะห์ ผ่านการทดสอบการระคายเคืองโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง อ่อนโยนและให้ความรู้สึกมั่นใจในทุกวัน ปริมาณ: 100ml ราคา: 390.- 3. Kurin Care เจลทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่ออกแบบมาเพื่อผู้ชายโดยเฉพาะ ให้ความรู้สึกสะอาด สดชื่น และมั่นใจได้ทุกวัน มาพร้อมสูตรอ่อนโยนที่เหมาะกับผิวบริเวณบอบบาง ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดโสม กวาวเครือแดง และวิตามินบำรุงผิว พร้อม Niacinamide และมอยส์เจอไรเซอร์เฉพาะของแบรนด์ ที่ช่วยให้ผิวคงความสมดุล ไม่แห้งตึงหลังล้าง เนื้อเจลใส ล้างออกง่าย กลิ่นสะอาดแนวคลีนสดชื่น ไม่ฉุน เหมาะกับการใช้เป็นประจำทุกวันหลังอาบน้ำ ทั้งในช่วงเช้าและหลังออกกำลังกาย เพื่อช่วยลดความอับชื้นและความไม่สบายตัวจากเหงื่อ ปริมาณ: 90ml ราคา: 219.- 4. BenJr Intimate Spot Cleansing เจลทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น ที่พัฒนาให้เหมาะกับผิวบอบบางของทั้งผู้ชายและผู้หญิง ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติหลากหลายชนิด ช่วยให้ผิวสะอาด สดชื่น และคงความสมดุลของผิวได้อย่างอ่อนโยน มีส่วนผสมจาก พืชสมุนไพรไทยกลุ่มเบญจกูล ร่วมกับสารสกัดจากธรรมชาติอื่น ๆ เช่น บัวบก และว่านหางจระเข้ ช่วยปลอบประโลมผิวอ่อนบาง และช่วยให้รู้สึกสะอาดสบายผิวหลังใช้ ปริมาณ: 100ml ราคา: 1,290.- 5.Men In Intimate Soap Era Wonbeauty สบู่สูตรเฉพาะสำหรับผู้ชาย ออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะ เนื้อฟองนุ่ม ล้างออกง่าย ให้ความรู้สึกสะอาด สดชื่น และไม่ทำให้ผิวแห้งตึงหลังใช้ ผสานคุณค่าจากสารสกัดจากพืชธรรมชาติ 3 ชนิด ได้แก่ สารสกัดโสมแดง, กวาวเครือ, และ ว่านหางจระเข้ เสริมคุณค่าด้วยสารสกัดจากเปลือกต้นสน และวิตามินบี 3 ที่ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและรู้สึกสดชื่นขึ้นหลังอาบน้ำ ด้วยค่า pH ที่อ่อนโยนต่อผิว สูตรนี้จึงเหมาะกับผู้ชายที่ต้องการความสะอาดและความมั่นใจในทุกวัน โดยไม่ทำให้ระคายเคืองหรือแห้งตึง ปริมาณ: 250ml ราคา: 490.- 6. Seiei Delicate Zone Cleansing For Men ไอเทมล้างจุดซ่อนเร้นแบบพกพาจาก Seiei ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ชายยุคใหม่โดยเฉพาะ ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติสูงถึง 99% ช่วยทำความสะอาดและลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างอ่อนโยน มี Peony Extract ที่ให้กลิ่นหอมสะอาดสดชื่น พร้อม Hyaluronic Acid ช่วยคงความชุ่มชื้นให้ผิว ไม่ทำให้แห้งตึงหลังใช้ เนื้อสัมผัสบางเบา ใช้งานสะดวก เหมาะสำหรับพกติดกระเป๋าไว้ใช้ระหว่างวัน โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนหรือหลังออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังมี Cocamidopropyl Betaine ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดจากน้ำมันมะพร้าว ช่วยให้รู้สึกสะอาดสดชื่นและมั่นใจได้ตลอดวัน ปริมาณ: 10ml ราคา: 25.- บทความที่คุณอาจสนใจ ครีมอาบน้ำสูตรเย็น เจลอาบน้ำสูตรเย็น สำหรับผู้ชาย ยี่ห้อไหนดี 2024 อาบสะอาดคลายร้อน